วันพฤหัสบดีที่ ๓ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๕๔

วรรณกรรมไทยในทศวรรษ 2550

โครงการเสวนาวรรณกรรม
“วรรณกรรมไทยในทศวรรษ 2550”
จัดโดย
สมาคมภาษาและหนังสือแห่งประเทศไทยฯ
ร่วมกับ
สำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย กระทรวงวัฒนธรรม
และฝ่ายวิรัชกิจ คณะอักษรศาสตร์

วันเสาร์ที่ 12 กุมภาพันธ์ 2554
ณ ห้อง 304 อาคารมหาจักรีสิรินธร
คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

สนใจติดต่อ 085 8114725

วันพฤหัสบดีที่ ๒๐ มกราคม พ.ศ. ๒๕๕๔

อ่าน เขียน เรียน คิด ๓


โครงการ “อ่าน เขียน เรียน คิด

ค่ายเยาวชนวรรณกรรม ปีที่ 3”

ณ. เขาใหญ่ จ.นครราชสีมา

วันที่ 29 เมษายน – 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2554


มูลนิธิซิเมนต์ไทย เชิญชวนเยาวชนร่วมอบรมเชิงปฏิบัติการการเขียนและวิจารณ์วรรณกรรมประเภทต่างๆ กับ โครงการ “อ่าน – เขียน – เรียน – คิด” ค่ายเยาวชนวรรณกรรม ปีที่ 3 โดยมูลนิธิซิเมนต์ไทย

มูลนิธิซิเมนต์ไทยเชิญชวนเยาวชนที่สนใจเข้าร่วมอบรมเชิงปฏิบัติการ การเขียนวรรณกรรมประเภทต่างๆ ทั้งเรื่องสั้น กวีนิพนธ์ สารคดี นวนิยาย และวรรณกรรมวิจารณ์ พร้อมเรียนรู้งานชุมชนเพื่อนำไปถ่ายทอดเรื่องราวสู่งานเขียนและนำไปปรับใช้ในชีวิตประจำวัน โดยได้รับเกียรติจากกวีซีไรต์ ศิลปินแห่งชาติ และนักเขียนระดับแนวหน้าร่วมเป็นวิทยากรมากมาย อาทิ เช่น คุณเนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ คุณชาติ กอบจิตติ คุณไพวรินทร์ ขาวงาม คุณชมัยภร แสงกระจ่าง คุณศักดิ์สิริ มีสมสืบ คุณเรวัตร์ พันธ์พิพัฒน์ คุณขจรฤทธิ์ รักษา คุณสกุล บุณยทัต คุณจรูญพร ปรปักษ์ประลัย ฯลฯ

ผู้สนใจสามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมและ Download ใบสมัครได้ที่ http://www.cyber-watchdog.com เปิดรับสมัครถึงวันจันทร์ที่ 28 กุมภาพันธ์ 2554)

โครงการอ่าน เขียน เรียน คิด ค่ายวรรณกรรมเยาวชนปีที่ 3 เปิดโรงเพาะชำต้นกล้าวรรณกรรม เมล็ดพันธุ์วรรณศิลป์ให้ เติบโตเป็นต้นไม้ใหญ่ในป่าวรรณกรรมเริ่มวันศุกร์ที่ 29 เมษายน-วันจันทร์ที่ 2 พฤษภาคม 2554 ณ เขาใหญ่ จ. นครราชสีมา



วันอาทิตย์ที่ ๒ มกราคม พ.ศ. ๒๕๕๔

มาร

มาร
เป็นคำเรียกแทนความชั่วร้าย ที่มีเกิดขึ้นในโลกมนุษย์มานานแสนนาน
หลากหลายตำนานเล่าขานถึงความดีและความชั่ว
คนหวาดกลัวมารตามเรื่องเล่า มารซึ่งมีหลายร่างอวตาร
บ้างเป็นยักษ์ร่างใหญ่ ตัวโตเท่าตึก
บ้างเป็นค้างคาวพูดได้ บ้างเป็นหญิงสาวกระหายเลือด
มาร มีได้ทุกรูปแบบ ตราบเท่าที่มนุษย์ยังมีความหวาดกลัว


ชายหนุ่มคนหนึ่ง ถือปืนวิ่งหลบหนีการตามล่าของตำรวจเข้ามาในซอยเล็กๆในแหล่งชุมชน
มันมีชื่อว่าไอ้ทัด ชาวบ้านรู้จักมันดีในฐานะอันธพาลหมายเลขหนึ่งที่ใครๆต่างเกลียดกลัว
มันทั้งปล้นจี้ชิงทรัพย์ เสพและขายยาเสพย์ติด
แต่คราวนี้มันคงดวงตก โดนตำรวจไล่ล่าจนต้องหนีกระเซอะกระเซิงแบบนั้น


มาร
เป็นคำเรียกแทนความชั่วร้าย ที่มีเกิดขึ้นในโลกมนุษย์มานานแสนนาน
หลากหลายตำนานเล่าขานถึงความดีและความชั่ว
คนหวาดกลัวมารตามเรื่องเล่า มารซึ่งมีหลายร่างอวตาร
มักปรากฏกายเป็นสิ่งที่มีรูปร่างน่ากลัว ตามความกลัวของมนุษย์จะจินตนาการถึง


ไอ้ทัด ร่างกายสูงใหญ่ ผิวดำแดง หน้าตาดุร้าย ไว้หนวดเครารุงรัง ผมยาวฟู
รอยแผลเต็มใบหน้า รอยสักเต็มตัว เดินผ่านที่ไหนหมาเห่าที่นั่น
มันวิ่งหนีตำรวจมาจนถึงกลางซอย
มันลุกลี้ลุกลนผิดปกติ ใครเห็นก็รู้ว่ามันคงเมายามาเป็นแน่
ชาวบ้านแถวนั้นพากันถอยห่าง ต่างหวาดกลัวอาการของมัน และปืนในมือมัน
ไอ้ทัดเริ่มหันรีหันขวาง ลมหายใจหอบของมันแสดงให้เห็นถึงความขาดสติ
และในที่สุดมันก็ทำเรื่องฮิตติดชาร์ทอาชญากรรมซึ่งมีสาเหตุมาจากยาเสพย์ติด

ไอ้ทัดคว้าร่างเล็กผอมของเด็กชายอายุประมาณ 9ขวบ ที่ยืนอยู่แถวนั้น รวบคอเอาปืนจ่อ

"พวกมึงอย่าเข้ามานะ!!! ไม่งั้นไอ้เด็กนี่ได้ไปสวรรค์ทั้งที่ยังไม่มีเมียแน่ เหอๆๆๆ!!!"

ไม่มีใครกล้าเข้าไปหรอก มีแต่เขาพากันถอยห่าง หลบเข้าบ้านได้ก็หลบกันหมด
ยกเว้นเสียแต่ป้ามุก ป้าขายขนมเทียนร่างท้วมที่ชอบมานั่งขายอยู่แถวนั้นทุกวัน
ไม่รู้แกนึกยังไง อยู่ดีๆก็เดินเข้าไปหาไอ้ทัด

"หยุดเถอะไอ้ทัดเอ้ยยยยย ทำแบบนี้ยิ่งมีแต่เพิ่มโทษให้ตัวมึงเอง"
"มึงถอยไปอีอ้วน!! เข้ามากูยิงแน่!!!"
"ไอ้ทัด มึงน่ะมีแต่คดีเล็กน้อย ไม่ได้ฆ่าข่มขืนอะไรใคร อย่าทำให้เป็นเรื่องใหญ่เลย เมายาก็หนีไปคนเดียวเถอะลูก"

ไอ้ทัดไม่ฟังเสียงป้ามุกแต่อย่างใด เหลียวซ้ายแลขวาอย่างขาดสติ แล้วรีบวิ่งหนีลึกเข้าไปในซอย ทั้งที่จับเด็กน้อยไว้แบบนั้น
มันวิ่งลากสังขารหายเข้าพงหญ้าไป เดชะบุญ วิ่งได้อีกสักระยะก็มีโกดังร้างให้พอหลบภัย มันจึงรีบวิ่งเข้าไปในนั้น
แต่ที่น่าประหลาดใจก็คือ ป้ามุก แกเดินตามมันไปโดยที่ไม่มีความหวาดกลัวแม้สักนิด
เสียงของชาวบ้านห้ามปรามทัดทานยังไงแกก็ไม่ฟัง แกมุ่งหน้าตามไอ้ทัดไปอย่างไม่ลดละ
จนหายเข้าไปในพงหญ้า


มาร
เป็นคำเรียกแทนความชั่วร้าย ที่มีเกิดขึ้นในโลกมนุษย์มานานแสนนาน
หลากหลายตำนานเล่าขานถึงความดีและความชั่ว
มารนั้นกินมนุษย์เป็นอาหาร ยามที่มันหมายปองเลือดของเหยื่อ
มันจะแลบลิ้นยาวเลียปากจนน้ำลายเหนียวหนืดไหลทะลักออกมา


"แฮ่กๆๆๆ แฮ่กๆๆๆ"

เสียงหายใจกระหืดหอบของไอ้ทัด ในยามโพล้เพล้ที่ชาวบ้านเรียกว่าผีตากผ้าอ้อม
มันจะรอให้มืดเสียก่อน ให้แสงอาทิตย์ดับลง แล้วจะได้หนีอย่างสบาย
มันไม่เคยรู้มาก่อน ว่าชีวิตของมันจะสิ้นสุดที่นี่ ในวันนี้

"หึหึหึ"
"เฮ้ยใครวะ!!"
"ฮิฮิฮิ"
"ใครวะ ออกมานะเว้ย ไม่งั้นกูยิงหัวเด็กนี่กระจุยแน่!!!"

ไอ้ทัดเหลียวซ้ายแลขวาล่อกแล่ก มันเริ่มรู้สึกถึงรังสีอำมหิตที่แผ่ออกมาจากทุกทิศทาง
มันมองซ้ายไม่เห็นใคร มองขวาก็ไม่เห็น แต่มันก็ยังเหลียวมองไปมาอยู่แบบนั้น
มันเริ่มหวาดกลัวความมืดที่กำลังคืบคลานเข้ามาหามัน ในโกดังร้างที่ไม่มีที่ให้หลบภัย
ภัยจากสิ่งที่มันมองไม่เห็น
มันไม่หยุดเหลียวมองไปรอบๆ
ซ้ายไม่เห็น
ขวาไม่เห็น
ซ้ายไม่เห็น
ขวา....

มันปรากฏกายอยู่เบื้องหน้าไอ้ทัดแล้ว ห่างกันเพียงไม่ถึงครึ่งฟุต

ไอ้ทัดแทบจะหัวใจหยุดเต้นกับภาพที่เห็น มันพูดอะไรไม่ออก ไอ้แต่อึ้งอ้าปากค้าง

ภาพที่มันเห็นคือป้ามุก

ป้าแก่ๆร่างอ้วนท้วมที่แสยะยิ้มยืนจ้องหน้ามันอยู่ตรงนั้น
ปากของแกมีเขี้ยวยาวยื่นออกมา
ในขณะที่ทุกอย่างเงียบงัน
ในขณะที่ไอ้ทัดยังอึ้งอยู่นั้น
ปากของป้ามุกอ้ากว้างออก และพุ่งเข้าหาใบหน้าของไอ้ทัดอย่างรวดเร็ว
มันงับทั้งใบหน้าอย่างรุนแรงจนทั้งเนื้อทั้งกะโหลกส่วนหน้าขาดติดไปกับปาก

'กร้วมมมมม'
'กร้วมๆๆๆๆ กร้วมๆๆๆ'
'กร้วมๆๆๆ กร้วมๆๆๆ กร้วมๆๆๆๆ ซู้ดดดด กร้วมๆๆๆ'

แสงอาทิตย์ลับขอบฟ้าไป




คนหวาดกลัวมารตามเรื่องเล่า มารซึ่งมีหลายร่างอวตาร
บ้างเป็นยักษ์ร่างใหญ่ ตัวโตเท่าตึก
บ้างเป็นค้างคาวพูดได้ บ้างเป็นหญิงสาวกระหายเลือด
มาร มีได้ทุกรูปแบบ ตราบเท่าที่มนุษย์ยังมีความหวาดกลัว
และตราบเท่าที่มนุษย์นั้นไม่รู้เท่าทันของมาร
ในเมื่อมารคือความชั่วร้าย
มันมักจำแลงกายเป็นสิ่งที่ใครต่อใครไว้ใจ
เพื่อล่าเหยื่อ..........




"มีอะไรกันเหรอจ่า" ชาวบ้านไทยมุงรีบกรูเข้ามาถามขณะที่ตำรวจนายหนึ่งเดินออกมาจากที่เกิดเหตุ
"มีสองศพในนั้น สยดสยองทั้งนั้น"
"โถ ป้ามุกกับเด็กละสิ โธ่ น่าสงสารนะ เด็กที่ไหนก็ไม่รู้ ต้องมาตาย ป้ามุกแกก็เกิดบ้าระห่ำอะไรขึ้นมาไม่รู้นะ"
"เปล่าครับ ศพไอ้ทัด ถูกฉีกทึ้งแทบทั้งร่าง เหมือนถูกสัตว์ใหญ่กิน แต่อีกศพ ป้ามุก ถูกของมีคมกรีดชำแหละทั่วร่าง
แถมมีร่องรอยถูกข่มขืนอย่างโหดเหี้ยมอีกด้วย"






มาร
เป็นคำเรียกแทนความชั่วร้าย ที่มีเกิดขึ้นในโลกมนุษย์มานานแสนนาน
หลากหลายตำนานเล่าขานถึงความดีและความชั่ว
คนหวาดกลัวมารตามเรื่องเล่า มารซึ่งมีหลายร่างอวตาร
บ้างเป็นยักษ์ร่างใหญ่ ตัวโตเท่าตึก
บ้างเป็นค้างคาวพูดได้ บ้างเป็นหญิงสาวกระหายเลือด
มาร มีได้ทุกรูปแบบ ตราบเท่าที่มนุษย์ยังมีความหวาดกลัว

คุณเคยสงสัยบ้างมั้ย ว่าถ้ามันมีมารอยู่จริง และโหดเหี้ยมขนาดนั้น แล้วทำไมมนุษย์จึงยังสืบเผ่าพันธุ์กันมาได้จนถึงทุกวันนี้
ก็เพราะมันยังมีมนุษย์บางจำพวก ที่ชั่วร้ายและโหดเหี้ยมกว่ามารอยู่นะสิ

มาร

มาร เป็นคำเรียกแทนความชั่วร้าย ที่มีเกิดขึ้นในโลกมนุษย์มานานแสนนาน หลากหลายตำนานเล่าขานถึงความดีและความชั่ว คนหวาดกลัวมารตามเรื่องเล่า มารซึ่งมีหลายร่างอวตาร บ้างเป็นยักษ์ร่างใหญ่ ตัวโตเท่าตึก บ้างเป็นค้างคาวพูดได้ บ้างเป็นหญิงสาวกระหายเลือด มาร มีได้ทุกรูปแบบ ตราบเท่าที่มนุษย์ยังมีความหวาดกลัว   ชายหนุ่มคนหนึ่ง ถือปืนวิ่งหลบหนีการตามล่าของตำรวจเข้ามาในซอยเล็กๆในแหล่งชุมชน มันมีชื่อว่าไอ้ทัด ชาวบ้านรู้จักมันดีในฐานะอันธพาลหมายเลขหนึ่งที่ใครๆต่างเกลียดกลัว มันทั้งปล้นจี้ชิงทรัพย์ เสพและขายยาเสพย์ติด แต่คราวนี้มันคงดวงตก โดนตำรวจไล่ล่าจนต้องหนีกระเซอะกระเซิงแบบนั้น   มาร เป็นคำเรียกแทนความชั่วร้าย ที่มีเกิดขึ้นในโลกมนุษย์มานานแสนนาน หลากหลายตำนานเล่าขานถึงความดีและความชั่ว คนหวาดกลัวมารตามเรื่องเล่า มารซึ่งมีหลายร่างอวตาร มักปรากฏกายเป็นสิ่งที่มีรูปร่างน่ากลัว ตามความกลัวของมนุษย์จะจินตนาการถึง   ไอ้ทัด ร่างกายสูงใหญ่ ผิวดำแดง หน้าตาดุร้าย ไว้หนวดเครารุงรัง ผมยาวฟู รอยแผลเต็มใบหน้า รอยสักเต็มตัว เดินผ่านที่ไหนหมาเห่าที่นั่น มันวิ่งหนีตำรวจมาจนถึงกลางซอย มันลุกลี้ลุกลนผิดปกติ ใครเห็นก็รู้ว่ามันคงเมายามาเป็นแน่ ชาวบ้านแถวนั้นพากันถอยห่าง ต่างหวาดกลัวอาการของมัน และปืนในมือมัน ไอ้ทัดเริ่มหันรีหันขวาง ลมหายใจหอบของมันแสดงให้เห็นถึงความขาดสติ และในที่สุดมันก็ทำเรื่องฮิตติดชาร์ทอาชญากรรมซึ่งมีสาเหตุมาจากยาเสพย์ติด  ไอ้ทัดคว้าร่างเล็กผอมของเด็กชายอายุประมาณ 9ขวบ ที่ยืนอยู่แถวนั้น รวบคอเอาปืนจ่อ  "พวกมึงอย่าเข้ามานะ!!! ไม่งั้นไอ้เด็กนี่ได้ไปสวรรค์ทั้งที่ยังไม่มีเมียแน่ เหอๆๆๆ!!!"  ไม่มีใครกล้าเข้าไปหรอก มีแต่เขาพากันถอยห่าง หลบเข้าบ้านได้ก็หลบกันหมด ยกเว้นเสียแต่ป้ามุก ป้าขายขนมเทียนร่างท้วมที่ชอบมานั่งขายอยู่แถวนั้นทุกวัน ไม่รู้แกนึกยังไง อยู่ดีๆก็เดินเข้าไปหาไอ้ทัด  "หยุดเถอะไอ้ทัดเอ้ยยยยย  ทำแบบนี้ยิ่งมีแต่เพิ่มโทษให้ตัวมึงเอง" "มึงถอยไปอีอ้วน!! เข้ามากูยิงแน่!!!" "ไอ้ทัด มึงน่ะมีแต่คดีเล็กน้อย ไม่ได้ฆ่าข่มขืนอะไรใคร อย่าทำให้เป็นเรื่องใหญ่เลย เมายาก็หนีไปคนเดียวเถอะลูก"  ไอ้ทัดไม่ฟังเสียงป้ามุกแต่อย่างใด เหลียวซ้ายแลขวาอย่างขาดสติ แล้วรีบวิ่งหนีลึกเข้าไปในซอย ทั้งที่จับเด็กน้อยไว้แบบนั้น มันวิ่งลากสังขารหายเข้าพงหญ้าไป เดชะบุญ วิ่งได้อีกสักระยะก็มีโกดังร้างให้พอหลบภัย มันจึงรีบวิ่งเข้าไปในนั้น แต่ที่น่าประหลาดใจก็คือ ป้ามุก แกเดินตามมันไปโดยที่ไม่มีความหวาดกลัวแม้สักนิด เสียงของชาวบ้านห้ามปรามทัดทานยังไงแกก็ไม่ฟัง แกมุ่งหน้าตามไอ้ทัดไปอย่างไม่ลดละ จนหายเข้าไปในพงหญ้า   มาร เป็นคำเรียกแทนความชั่วร้าย ที่มีเกิดขึ้นในโลกมนุษย์มานานแสนนาน หลากหลายตำนานเล่าขานถึงความดีและความชั่ว มารนั้นกินมนุษย์เป็นอาหาร ยามที่มันหมายปองเลือดของเหยื่อ มันจะแลบลิ้นยาวเลียปากจนน้ำลายเหนียวหนืดไหลทะลักออกมา   "แฮ่กๆๆๆ  แฮ่กๆๆๆ"  เสียงหายใจกระหืดหอบของไอ้ทัด ในยามโพล้เพล้ที่ชาวบ้านเรียกว่าผีตากผ้าอ้อม มันจะรอให้มืดเสียก่อน ให้แสงอาทิตย์ดับลง แล้วจะได้หนีอย่างสบาย มันไม่เคยรู้มาก่อน ว่าชีวิตของมันจะสิ้นสุดที่นี่ ในวันนี้  "หึหึหึ" "เฮ้ยใครวะ!!" "ฮิฮิฮิ" "ใครวะ ออกมานะเว้ย ไม่งั้นกูยิงหัวเด็กนี่กระจุยแน่!!!"  ไอ้ทัดเหลียวซ้ายแลขวาล่อกแล่ก มันเริ่มรู้สึกถึงรังสีอำมหิตที่แผ่ออกมาจากทุกทิศทาง มันมองซ้ายไม่เห็นใคร มองขวาก็ไม่เห็น แต่มันก็ยังเหลียวมองไปมาอยู่แบบนั้น มันเริ่มหวาดกลัวความมืดที่กำลังคืบคลานเข้ามาหามัน ในโกดังร้างที่ไม่มีที่ให้หลบภัย ภัยจากสิ่งที่มันมองไม่เห็น มันไม่หยุดเหลียวมองไปรอบๆ ซ้ายไม่เห็น ขวาไม่เห็น ซ้ายไม่เห็น ขวา....  มันปรากฏกายอยู่เบื้องหน้าไอ้ทัดแล้ว ห่างกันเพียงไม่ถึงครึ่งฟุต  ไอ้ทัดแทบจะหัวใจหยุดเต้นกับภาพที่เห็น มันพูดอะไรไม่ออก ไอ้แต่อึ้งอ้าปากค้าง  ภาพที่มันเห็นคือป้ามุก  ป้าแก่ๆร่างอ้วนท้วมที่แสยะยิ้มยืนจ้องหน้ามันอยู่ตรงนั้น ปากของแกมีเขี้ยวยาวยื่นออกมา ในขณะที่ทุกอย่างเงียบงัน ในขณะที่ไอ้ทัดยังอึ้งอยู่นั้น ปากของป้ามุกอ้ากว้างออก และพุ่งเข้าหาใบหน้าของไอ้ทัดอย่างรวดเร็ว มันงับทั้งใบหน้าอย่างรุนแรงจนทั้งเนื้อทั้งกะโหลกส่วนหน้าขาดติดไปกับปาก  'กร้วมมมมม' 'กร้วมๆๆๆๆ  กร้วมๆๆๆ' 'กร้วมๆๆๆ  กร้วมๆๆๆ กร้วมๆๆๆๆ ซู้ดดดด กร้วมๆๆๆ'  แสงอาทิตย์ลับขอบฟ้าไป     คนหวาดกลัวมารตามเรื่องเล่า มารซึ่งมีหลายร่างอวตาร บ้างเป็นยักษ์ร่างใหญ่ ตัวโตเท่าตึก บ้างเป็นค้างคาวพูดได้ บ้างเป็นหญิงสาวกระหายเลือด มาร มีได้ทุกรูปแบบ ตราบเท่าที่มนุษย์ยังมีความหวาดกลัว และตราบเท่าที่มนุษย์นั้นไม่รู้เท่าทันของมาร ในเมื่อมารคือความชั่วร้าย มันมักจำแลงกายเป็นสิ่งที่ใครต่อใครไว้ใจ เพื่อล่าเหยื่อ..........
By TheGreadt

วันจันทร์ที่ ๑๓ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๕๓

Young Thai Artist Award 2010


ขอเชิญชมนิทรรศการ

และร่วมงานการประกาศผลการตัดสิน

มอบรางวัล และเปิดนิทรรศการ

'รางวัลศิลปะเพื่อเยาวชนไทย 2553'

รือ 'Young Thai Artist Award 2010'

โดยมูลนิธิซิเมนต์ไทย

ในวันอังคารที่ 14 ธันวาคม 2553 เวลา 16.00 น. เป็นต้นไป

ณ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ หอศิลป ถนนเจ้าฟ้า

ภายในงาน เชิญชมการแสดง รับสูจิบัตร

และรับประทานอาหาร

(สามารถคลิกที่ภาพเพื่อขยายขนาด)

หมาสองตึก

                                                                     By TheGreadt                                                               
                                                                                                                    "เจ้าเตี้ยเป็นหมาตึกเราต่างหาก" "ไม่ใช่ เจ้าดำเป็นหมาตึกเรา เพราะมันเกิดที่นี่" "แต่พ่อแม่มันอยู่ที่นี่" "แต่เราเลี้ยงมันใต้ตึกเรานี่" "เราก็เลี้ยงมัน ให้ข้าวมันทุกวัน ให้นมตั้งแต่เด็ก" "เราให้ข้าวแม่มันตั้งแต่มันอยู่ในท้อง" "เราให้ข้าวแม่มันตั้งแต่แม่มันยังไม่ท้อง"  Bla Bla Bla.... เป็นเรื่องปกติที่คำเถียงถกของเด็กชายรุ่นประมาณ ป.3 +-1 จะดำเนินไปจนถึงอินฟินิตี้ ในระหว่างที่สองเด็กชายกำลังชักแม่น้ำทั้งแปด เพื่อจะชนะคดีพิพาทแย่งชิงสิทธิ์ครอบครองลูกหมาเตี้ยดำตัวหนึ่ง เจ้าตัวก็เดินหนีจากไปนอนขดอยู่มุมตึกข้างๆแม่ของมันอย่างสงบเงียบกันสองตัวแม่ลูก หลังจากสองเด็กน้อยปะทะน้ำลายกันจนถึงโคตรเหง้าของเจ้าหมาน้อย พวกเขาก็แยกย้ายกันไปทานข้าวเที่ยง โดยไม่รู้ตัวเลยว่าลืมประเด็นหลักกันไปตั้งแต่ตอนไหน  ดูก็รู้เลยในทันทีว่าหมาตัวไหนเป็นพ่อและแม่ของเจ้าตัวน้อยนี่ เพราะตัวพ่อมันนั้นขนดำขลับสี่ตา ตรงนี้ที่มันได้พ่อมา ส่วนแม่มันนั้นตัวเตี้ยจนนมย้อยๆของมันลากดินเวลาเดิน ลูกมันเลยกลายเป็นทั้งเตี้ยทั้งดำ แต่สัตว์โลกย่อมไม่ถูกแบ่งแยกโดยรูปลักษณ์ แม้ใครจะว่ามันเตี้ยดำอัปลักษณ์ เข้าตำราหมาอัปมงคล มันเองใช่ว่าจะเข้าใจเรื่องนั้น เด็กๆก็เช่นกัน ผู้ใหญ่แถวนั้นก็เช่นกัน ต่างก็รักและเอ็นดูเจ้าตัวน้อยนี่กันทั้งนั้น เพราะคอนโดมิเนียมเขาไม่ให้เลี้ยงหมา เจ้าลูกหมานี่ก็เลยกลายเป็นหมาที่แชร์เจ้าของซะหลายคน   ผมรู้จักกับเจ้าขลุกตอนที่มันมีชื่อแล้ว โดยที่ไม่รู้ว่าใครตั้งให้ ตอนนั้นมันก็โตแล้ว เป็นตัวเมียอายุ 4เดือนที่ค่อนข้างขี้เหร่ แต้มสี่ตาสีน้ำตาลขยายตัวขึ้นจากการผลัดขนจนลามเต็มหัว ดูไปดูมาเหมือนหมาหัวเถิกซะครึ่งกบาล เพราะนอกจากหัวสีน้ำตาลของมันแล้ว ทุกส่วนอื่นมันดำปี๋ไปทั้งตัว  เริ่มแรกเจ้าขลุกเกลียดขี้หน้าผมมาก มันเริ่มตั้งแต่คืนฝนตกคืนหนึ่ง น้ำขังที่พื้นหน้าคอนโด ผมใส่รองเท้าหนังจะออกไปทำงาน จึงพยายามเดินเลี่ยงน้ำ เจ้าขลุกเองก็ยืนหลบน้ำ ทำให้เราต้องเบียดกันใช้พื้นที่ ผมยอมรับว่าเพราะมันทั้งเตี้ยทั้งดำ ในเวลากลางคืนผมมองไม่เห็นมัน เลยเดินเฉี่ยวปากมันไปนิดนึง ในขณะนั้นมันคงกำลังมองหมาหนุ่มเพลินๆหรืออะไรไม่ทราบได้ ทำให้มันตกใจโอเวอร์แอ็คติ้ง ร้องเอ๋งออกมาอย่างกับผมไปเตะมันตับแตก ผมแค่เดินเฉี่ยวปากสั้นๆของมัน ผมก็ไม่คิดหรอกว่าหมามันจะเจ้าคิดเจ้าแค้น เลยไม่ได้คิดขอโทษหรือปลอบขวัญอะไรมัน แต่พอผมเดินผ่านมันไปสักพักก็รู้สึกว่ามีอะไรมาชนที่หลังขา แว่บแรกผมนึกว่าผมโดนหมากัดเข้าซะแล้ว แต่ไม่ใช่ เจ้าขลุกวิ่งเอาปากมาชน พอผมหันไปดูก็เห็นมันวิ่งเผ่นแน่บหนีไปไกลแล้ว พอตั้งหลักได้ที่ก็หันมาเห่าจากระยะไกล ผมคิดว่าเจ้านี่มันคงเคืองที่ผมไปเฉี่ยวหน้ามัน ทำให้มันตกใจและอาจจะอับอายที่ตกใจเกินเหตุด้วย เลยวิ่งมาเอาปากชน จะกัดก็ใจไม่กล้าพอ กลัวเผื่อผมไว หันไปเตะเข้าให้จะเจ็บตัวเสียอีก นิสัยหมาจริงๆเลย แต่ผมเอ็นดูมันนะ รู้สึกว่ามันแปลกหมาดี และความเอ็นดูของผมนั้นมันก็คงไม่เข้าใจ หรือไม่ผมก็สับสน ผมชอบแกล้งมัน เวลามันนอนเพลินๆ ผมชอบย่องเข้าไปเอาตีนเขี่ยๆ พอมันตื่นมาเห็นว่าเป็นผมมันก็ตกใจสุดขีด ร้องเอ๋งดังลั่นพร้อมออกตัวล้อฟรีวิ่งไปตั้งหลักไกลๆ แล้วค่อยเห่า ผมแกล้งมันแบบนี้ประจำ แต่สาบานได้ ผมเอ็นดูมันจริงๆนะ  นั่นแหละ ที่ผมบอกว่ามันเกลียดขี้หน้าผมในตอนแรก ก็ผมแกล้งมันอยู่แบบนั้นทุกครั้งที่เจอ บางทีมันหลับเพลินๆ ดึกๆ เงียบๆ เย็นๆ ผมก็วิ่งไปทำท่าเหมือนกอริลล่าใส่ มันตกใจออกตัวล้อฟรีและสเต็ปเดิม วิ่งไปไกลๆแล้วเห่า  พอมันโตเป็นหมาสาวเต็มตัว มันก็เข้าแกงค์กับหมาดำหลังตึก ในแกงค์นั้น 5-6ตัว ดำปิ๊ดปี๋ทุกตัว ไม่รู้บังเอิญหรือตั้งใจ แล้วอย่าได้เดินผ่านถิ่นมันตอนมันอยู่ครบแกงค์เชียวล่ะ พวกเห่าไม่กลัวใครเลย เสียงสำเนียงกรรโชกอย่างกับตัวเองเป็นอัลเซเชี่ยนขึ้นมาเลย พอวันไหนเจอกับผมเดี่ยวๆงี้วิ่งหางจุกตูด  ผมก็เหมือนคนอื่นๆ รักหมาแต่ก็เลี้ยงไม่ได้ ก็ได้แต่เฝ้าดูชีวิตหมาใต้ตึก เอสเป็คเชียลลี่ เจ้าขลุก ผมว่ามันน่ารักน่ะ และชีวิตหมาก็เป็นชีวิตหมา วันหนึ่งเมื่อถึงฤดูผสมพันธุ์ เจ้าขลุกกลับขายดี เพราะหมาตัวเมียมีน้อย อย่าหาว่าผมโรคจิตนะ ที่ผมแอบสังเกตการณ์การเป็นสัดของเจ้าขลุก เจ้าหมาสาวกินดีอยู่ดีมีแรงเหลือเฟือ หมาหนุ่มเลียบๆเคียงๆแสดงท่าทีว่าถึงเวลาแล้ว มันกลับเล่นล้อล่อหลอกหยอกตะเข้หน้าขนเสียเหนื่อยหอบ ตัวผู้แก่ๆหมดแรงไปเสียก่อน เหลือแต่หมาหนุ่มฉกรรจ์แรงดีเท่านั้นที่ได้ตัวมันไปเสพสมอารมณ์หมา นั่นเป็นการคัดเลือกตัวผู้ที่แข็งแรงเพื่อผลิตลูกที่แข็งแรงหรือเปล่าไม่แน่ใจ แต่สุดท้ายตอนคลอดออกมา ลูก5ตัวของมันทั้งสี ทั้งรูปร่างหน้าตา ไม่ได้เหมือนกันเลยสักตัว  ผมเห็นเจ้าขลุกนอนตะแคงมีลูก5ตัวดูดนม ดูดไปใช้ขาหน้าเขี่ยนมแม่ไป จนเป็นแผลเลือดซิบ แม่หมาไม่เคยบ่น ผมไม่อยากจะแกล้งมันอีกแล้ว แล้วก็ไม่คิดจะเข้าไปใกล้มัน กลัวว่ามันจะตกใจกลัว แต่เพราะความเป็นแม่ลูกอ่อน ผมก็อยากให้มันได้กินอาหารดีๆ จนผมลองเอานมกับเบคอนไปให้มันกินดู อาจเป็นเรื่องจริงที่ว่าหมาทุกตัวถ้าโดนเบคอนเข้าไปละก็ เสร็จทุกราย ผมเลยลอง ผมค่อยๆย่องเข้าไป ยังไม่ทันถึงตัวมัน มันขู่หื่อๆ หน้าตาเอาจริงเอาจัง ไม่วิ่งหนีอีกต่อไปแล้ว เจ้าขลุกตัวเตี้ยๆน่ารัก ตอนนี้เป็นแม่เต็มตัว มันพยายามปกป้องลูกน้อย ผมจึงโยนเบคอนเข้าไปแทน มันตกปุ้ ตรงหน้ามันพอดี จังหวะแรกเจ้าขลุกชันขาหน้าสแตนด์บายด้วยความตกใจนิดหน่อย แต่ด้วยเพราะลูกๆของมันยังเกาะเกี่ยวเต้านมอยู่แบบนั้น มันจึงลุกไปไหนไม่ได้ มันยังคงขู่ผมอยู่ไม่หยุด แต่เมื่อกลิ่นเบคอนเตะจมูก สามัญสำนึกยั้งคิดทำให้มันลืมผมไปชั่วขณะ และยืดคอมางับเบคอนชิ้นนั้นกินอย่างเอร็ดอร่อย นั่นแหละ ผมเริ่มด้วยเบคอนแบบนี้ทุกครั้งที่เจอมัน จนในที่สุดเราก็สนิทสนมกันอย่างไม่น่าเชื่อ  มันเป็นอิสระก็เมื่อลูกๆโตกันหมดแล้ว เจ้าขลุกกลายเป็นหมานมลากพื้นเช่นเดียวกับแม่มัน อายุมากขึ้นก็ไม่กระโดดโลดเต้นอย่างเมื่อก่อน ความน่ารักก็ลดลง มีบ้างที่เหล่าเจ้าของจะเปลี่ยนไปใส่ใจลูกมันมากกว่า แต่มันก็ไม่ได้ยี่หระหรอก อาหารการกินไม่อุดมสมบูรณ์เหมือนก่อนก็หาคุ้ยขยะไปเรื่อย เป็นธรรมดาหมา มันจะได้กินอิ่มหน่อยก็ตอนเช้าตรู่ ช่วงที่คนเขาใส่บาตรกัน กับตอนดึกที่ร้านอาหารตามสั่งปิดร้าน ผมกลับจากทำงานดึกๆก็มักพกอาหารมาให้มันเสมอ เล่นหัวลูบหัวก็ไม่มากนักแล้ว เพราะเจ้าขลุกเป็นขี้เรื้อนไปแล้วกว่า 80% ยังมีคนใจดีเอากำมะถันมาทาให้ซะเหลืองไปทั้งตัว ขี้เรื้อนของมันเป็นๆหายๆ รอบละสามสี่เดือน  บัดนี้เจ้าขลุกไม่ได้เป็นที่รักใคร่ของใครหลายๆคน อาจจะเพราะมันกลายเป็นหมาโสโครก ชอบคุ้ยถังขยะให้รกสกปรกหน้าร้านเขา บางทีก็แอบงับลูกชิ้นในมือเด็ก บางทีชอบมานั่งเกาขี้เรื้อนใกล้ๆคน ผมรู้สึกแปลกๆยังไงพิกล หมาหนอหมา ขาลงแล้วก็ไม่สะทกสะท้าน ก็ยังดำเนินชีวิตต่อไปแบบหมาๆ ก็คงเพราะมันเป็นหมาไม่ใช่คน มันมีอารมณ์มั้ย มันคิดอะไรเกี่ยวกับชีวิตบ้างมั้ย ผมไม่แน่ใจ แต่ผมก็เห็นมันเหม่อมองลูกๆบ้าง มองตาละห้อย ไม่รู้ว่าคิดอะไร ชอบถอนหายใจบ่อยๆ เล่นด้วยก็ไม่ค่อยเล่นด้วย เลิกกระดิกหาง บ่อยครั้งที่เรานั่งชิวใต้ตึกด้วยกัน ผมดูดบุหรี่ไปมองมันไป หน้าตามันเหมือนอยากได้บุหรี่สักมวน แต่พอยื่นให้กลับหันหน้าหนี  เจ้าขลุกใช้ชีวิตหมาๆมาได้เพียงแค่ 3ปีกว่าๆ ณ ย่านถนนเล็กระหว่างสองตึก เช้าตรู่วันนั้นก่อนที่ผมจะขึ้นไปนอน ผมก็นั่งดูดบุหรี่อยู่ใต้ตึกไม่ต่างจากทุกวัน เจ้าขลุกเดินไปมาแถวนี้ พระสามรูปเดินมารับบิณฑบาต เหมือนเดิมทุกวัน ชาวบ้านชาวร้านหน้าตาอิ่มบุญแต่เช้า ทำหน้าที่ผู้ใจบุญโดยการหย่อนกับหย่อนข้าวลงบาตร แล้วนั่งลงพนมมือรับฟังเสียงสวดที่ผมฟังไม่เข้าใจ เป็นแบบนี้ทุกวัน ผิดก็แต่เนื้อทอดชิ้นใหญ่ชิ้นนั้น มันอาจจะใหญ่เกินไป ตักใส่บาตรยากหน่อย มันพลิกหลุดจากทัพพีตกลงบนพื้น เจ้าขลุกคงเล็งอยู่นานแล้ว มันรีบวิ่งไปคาบแล้วชิ่งอย่างรวดเร็ว ดูกระปรี้กระเปร่าอย่างที่ไม่ค่อยได้เป็น ตามมาด้วยเสียงโวยวายของบรรดาโยมผู้โหยหาผลบุญ ตกใจที่หมามาแย่งบุญของตนเองไป เจ้าขลุกวิ่งไปได้เพียงคูหาเดียว พ่อครัวร้านก๋วยเตี๋ยวมือไว เขาใช้ขันใหญ่ที่ใช้ตักถ่ายน้ำซุป ตักน้ำซุปร้อนๆนั่นสาดออกมาจากร้าน น้ำเดือดปุดๆสาดกระทบกลางลำตัวของมัน พร้อมกับเสียงเฮว่าโดนแล้วๆ เหล้าผู้ใจบุญกระหยิ่มยิ้มย่องที่จับตัวหัวขโมยได้ มันร้องลั่น เสียงดังที่สุดเท่าที่จะขับออกมาได้โดยที่ยังคาบชิ้นเนื้อ ตกใจกระโดดและวิ่งเป๋  "โธ่โยม ไปทำมันทำไม ของมันตกพื้นแล้วก็ให้หมามันไปเถิด ให้หมาหรือให้พระ การให้ก็ทำให้จิตใจสูงส่งเหมือนกัน"  คำพูดเบาๆของพระรูปนั้นดูจะไม่เข้าหูของใคร ผมลุกขึ้นไปดูเจ้าขลุก มันวิ่งไม่ไหว ยังคงเดินต่อไปโดยที่ไม่ยอมปล่อยเนื้อ ท่าทางเจ็บปวดและหวาดกลัว แต่ยังต้องเดินต่อไป ผู้ชายคนนั้นใช้เท้าเตะปากมันจนชิ้นเนื้อหลุดออกจากปาก มันพยายามจะคาบขึ้นมา แต่ก็ถูกเตะเข้าอีก สุดท้ายต้องเดินถอยห่างไป และทำได้แค่ชะเง้อมองชิ้นเนื้อคลุกฝุ่นบนพื้นนั่น ท่ามกลางเสียงหัวเราะสะใจของใครต่อใคร ผมกลับรู้สึกหดหู่จนน้ำตาตื้น ความรู้สึกกดดันจุกอกขึ้นมา ยังมีคนอีกกลุ่มเข้ามาดูมัน มันไม่สามารถเดินได้ ล้มตัวลงนอนอยู่ตรงนั้น  มันยังคงมีชีวิตอยู่อีกหลายวันอย่างทรมาน ร้องครวญครางอย่างน่าสังเวชบนผ้าที่คนใจบุญปูให้ พร้อมอาหารหลายขนานรอบๆตัว แต่ดูเหมือนกับว่ามันไม่ค่อยได้แตะสักเท่าไหร่ ตกดึกผมกลับจากงาน มันเห็นผม ถ้าเป็นเมื่อตอนเด็กๆมันคงจะเห่าและวิ่งหนี ตอนนี้มันร้องเรียกผม มันจะหยุดร้องตอนผมเดินเข้าไปใกล้และลูบหัวมันเบาๆ เวลาที่ผมลุกขึ้นจะกลับขึ้นห้อง มันก็ร้องอีก ผมพยายามอยู่กับมันจนมันหลับ  มันทนทุกข์ทรมานมาจนคืนสุดท้าย ผมลูบหัวมันจนหลับเหมือนอย่างทุกวัน ลูบอยู่แบบนั้นจนตัวมันเริ่มละทิ้งไออุ่นไปทีละน้อย ทีละน้อย ช่วงเวลาที่มันกำลังจะตาย ผมไม่รู้ว่ามันคิดอะไรบ้าง แต่ผมคิดถึงชีวิตของมันที่ผ่านมา ตั้งแต่ครั้งแรกที่เจอกัน มันมีค่าหรือไม่ อยู่ที่ว่าใครจะให้ค่ามันเท่าไหร่ ใช่ตัวมันกำหนดเองได้ แต่ผมนั้นเชื่อว่าสิ่งใดก็ตามที่เกิดมามีตัวตนบนโลกใบนี้แล้ว ล้วนมีค่าในตัวของมันเองทั้งนั้น ช่วงชีวิตของเจ้าขลุก มันไม่เคยทำให้โลกนี้เกิดบาดแผล แต่ ณ วันนี้ที่มันจากโลกนี้ไปด้วยบาดแผลฉกรรจ์   มันยังคงมีตัวตนอยู่ในความทรงจำของใครหลายๆคนรวมทั้งผม แม้ใครอีกหลายๆคนจะคิดเพียงแค่ว่ามันเป็นแค่หมาตัวหนึ่งที่เกิดและตายไปตามกาลเวลา

ผู้โหยหาความสุข

ผู้โหยหาความสุข

เกิดเป็นคน ต้องดินดิ้นรนเพื่อการมีชีวิตรอด เมื่อเจออุปสรรคมากมาย “มึงจะไปได้แค่ไหน” ฉันถามตัวเองนับพันครั้งตลอดเวลาที่เติบโตมา เมื่อเริ่มรู้สึกถึงความสุขที่ค่อยๆจางหายไป…
ความสุขเริ่มหาได้ยากจากชีวิตประวัน ไม่ว่าจะทำสิ่งใดก็ไม่สามารถรับรู้ความสุขที่แท้จริงได้ ฉันจึงเริ่มลองหาความสุขจากคนอื่น
มาจุนเจือสภาพจิตใจบ้าง ก่อนที่มันจะอ่อนแอจนหมดแรงไป
ความสุขคืออะไร ในวันนี้
ทำไมมึงสุขมากมายขนาดนั้นวะ
มึงจะสุขอะไรกันนักหนา
เกิดมาไม่เคยมีความสุขรึไง
สุขกันไม่เบื่อเลยนะ

ขอบคุณคำถามจากผู้โหยความสุข สิ่งที่ดีที่สุดคือการพูดความจริงที่อยู่ในใจ คุณอาจรู้สึกเห็นแก่ตัว ที่พยายามแต่จะหาความสุขให้ตัวเอง
แต่ถ้ามันเป็นความจริงที่รู้สึกฝืนใจ ไม่ว่าวันนี้หรือวันไหน คุณก็ต้อง
ทำเพื่อตัวเอง ที่คุณรักคนอื่นก็คือคุณรักตัวเองนั่นแหละ
หลังจากที่หาความสุขจากทุกแห่งหนมานาน จึงให้พบกับคำตอบที่ว่า คนที่วันๆเอาแต่มีความสุข รอยยิ้ม เสียงหัวเราะ ซึ่งก็ไม่รู้ว่าเอาอะไรมาสุขนักหนา ในประวัติศาสตร์ที่ยาวนานได้บอกว่าคนพวกนี้
ผ่านชีวิตมาทุกด้านแล้ว จึงมีปัญญาพอที่จะหาได้ว่าอะไรคือสิ่งที่ใช่
อะไรคือความสุข…
ถ้าตามสูตรความน่าจะเป็นแล้ว พวกเขาคงทุกข์จนไม่มีที่จะทุกข์แล้ว
เพราะมันจะมาโดยที่ไม่ทันตั้งตัวและไม่ได้เตรียมใจ ทันใดนั้น มันจะมีความรู้สึกหนึ่งที่บอกว่า เราไม่เหลืออะไรแล้ว ที่พอจะมีอยู่ตอนนี้คือ
ความว่างเปล่า ว่าง กว้าง ไกล โล่ง อ้าว! โล่งแล้วนี่ ดีใจด้วย!
เราสัมผัสความสุขที่แท้จริงได้จากความว่างเปล่า ยิ่งโลกที่มีแต่ความวุ่นวายอย่างทุกวันนี้ เราจะทำยังไงที่จะรักษาไว้ให้นานที่สุด

ในเมื่อความว่างเปล่ามีค่า มันจึงได้มาด้วยความยากลำบากและระยะ
เวลาที่ยาวนาน คุณเองกล้าพูดไหมว่า คุณหาความว่างเปล่าได้ทุกวัน
คนเราอาจมีรอยยิ้มโดยที่มีไม่ความสุข แต่เป็นรอยยิ้มแห่งตัวตน
หลายคนคงเคยพบคนแบบนี้มาบ้าง คนประเภทนี้อาจเกิดมาเพื่อทำให้
คนอื่นมีความสุข ในเวลาที่เขาทุกข์จึงไม่อาจมีใครเห็นได้เพราะตัวตนของเขายังดูมีความสุข ร่าเริง สดใส ไว้ให้คนอื่นเอาตัวเองมาเปรียบ
เป็นบุคคลมีค่าของสังคม
และที่สำคัญ
เป็นคนไม่มีใครเข้าใจความทุกข์ของเขาเลย

ความสุขเป็นสิ่งที่สังคมต้องการสูง เล็กใหญ่มากน้อยแล้วแต่บุคคล
ทุกคนล้วนมีคุณค่าในตัวเอง เพื่อให้คนอื่นมาหาความสุขยังไงล่ะ
อย่ามาพูดเลยว่า กูอยู่คนเดียวก็อยู่ได้ ไม่ตาย..
ต่อไปนี้เลิกคิดเลย อยู่ได้แต่ไม่มีความสุข ไม่มีคุณค่าให้คนอื่นเชยชม
แล้วจะเกิดมาเพื่ออะไร แต่ที่แน่นอนคือ
1.คนเราไม่ได้เกิดมาเพื่อกินและหาอาหาร
2.คนเราไม่ได้เกิดมาเพื่อหาเสื้อผ้าใส่
3.คนเราไม่ได้เกิดมาเพื่อหาที่อยู่อาศัย
4.คนเราไม่ได้เกิดมาเพื่อป่วยและหายารักษาโรค

เราไม่ได้เกิดมาเพื่อปัจจัยสี่ แต่สิ่งเหล่านี้ต่างหากที่มีขึ้นเพื่อเรา
เป็นพื้นฐานเริ่มต้นในการหาคำตอบว่าเราเกิดมาเพื่ออะไร
หากคุณหาคำตอบที่แท้จริงได้
คุณจะสุขอย่างที่ไม่เคยสุขมาก่อน

ผู้เขียน : จอมซน
สมาชิกยังไทย หมายเลข 0073

วันอังคารที่ ๙ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๕๓

ประชาสัมพันธ์คอนเสิร์ต 80 ปี จิตร ภูมิศักดิ์ "ดั่งเทียนผู้ถ่องแท้แก่คน"

ประชาสัมพันธ์คอนเสิร์ต 80 ปี จิตร ภูมิศักดิ์ "ดั่งเทียนผู้ถ่องแท้แก่คน"


ในวันอาทิตย์ที่ 19 ธันวาคม 2553 ทางมูลนิธิจิตรภูมิศักดิ์ จะจัดให้มีการแสดงคอนเสิร์ต “80 ปี จิตร ภูมิศักดิ์” โดยมีศิลปินตำนานเพลงเพื่อชีวิต อาทิ หงา คาราวาน, พงษ์สิทธิ์ คำภีร์ และ มาลีฮวนน่า มาสืบสานตำนานศิลปเพื่อชีวิต ศิลปเพื่อประชาชน ณ หอประชุมจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เวลา 18.00-21.00 น. เพื่อนำรายได้มาจัดสร้างอนุสรณ์สถาน จิตร ภูมิศักดิ์ ณ บ้านหนองกุง ต.คำบ่อ อ.วาริชภูมิ จ.สกลนคร




จำหน่ายบัตรใน ราคา 500 , 800 , 1,000 , 1,200 บาท





ติดต่อสอบถามรายละเอียดได้ที่


มูลนิธิจิตร ภูมิศักดิ์ โทร 02-221-0238


กลุ่มใบไม้ป่า โทร 087-519-9150


คุณพล พลพนาธรรม โทร 081-208-0820

มิตร เผ่าแสงนิล โทร 086-533-1599




--
http://youngthai.blogspot.com
ยังไทย : คนรุ่นใหม่ของวงการวรรณกรรม

วันจันทร์ที่ ๑ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๕๓

พี่ส้ม

By TheGreadt

เสียงกรุ๊งกริ๊งคล้ายกระพรวนหลายๆอัน แต่ฟังดูบางเบาเรียบสงบกว่า เป็นเสียงของอะไรผมก็ไม่ทราบ แต่ว่าในวัดทุกวัดจะมีเสียงแบบนี้
ผมนั่งทอดอารมณ์อยู่นิ่งๆหลังศาลาวัดดอนเมือง นั่งมองคลองเปรมที่น้ำเป็นสีดำเพราะมันค่อนข้างจะเน่าเสีย พลางได้ยินเสียงหวูดรถไฟเป็นระยะ
เพราะด้านหน้าของวัดอยู่ติดกับทางรถไฟเช่นกัน

ผมมาหลบมุมอยู่ตรงนี้เงียบๆ เพราะไม่ค่อยชอบบรรยากาศงานศพ มันเศร้า แล้วก็มีคนมากหน้าหลายตามารวมกัน
ผมไม่ค่อยรู้จักใคร แม้ในวงศาคณาญาติ ผมจากกรุงเทพฯไปตั้งแต่เริ่มโต เป็นเวลาหลายปีกว่าจะกลับมา
ได้ยินเสียงหวูดแบบเดิม ได้กลับมาอยู่ในที่ที่เคยอยู่มาตั้งแต่เด็ก ให้ความรู้สึกว่าที่นี่เคยหล่อเลี้ยงผมมาอย่างดิบดี
โดยมีป้าปุก ป้าของผม คอยขัดเกลาชีวิตให้เด็กคนนึงได้โตมาเป็นผู้ใหญ่ที่เอาชีวิตตนเองรอดได้แม้จะไม่มีครอบครัวที่เป็นรูปเป็นร่างเหมือนคนอื่นเขา

ป้าปุกไม่ใช่ป้าแท้ๆของผม ป้าเข้ามาสู่ครอบครัวผมโดยการเป็นพี่เลี้ยงของพ่อในตอนเด็กๆ แต่ป้าก็รักครอบครัวเราเหมือนเป็นสายเลือดเดียวกัน
จนมาถึงรุ่นผม รุ่นน้องชายผม ก็ยังมีป้าคอยเลี้ยงดูอยู่ จนน้องชายอายุได้ 5ขวบ เราก็ต้องเสียป้าไป เสียงพระกำลังเริ่มสวดอยู่ในศาลา
ผมปลีกตัวออกมาตรงนี้ยังคงได้ยิน.............................


จำไม่ได้ว่าสวดกี่รอบ เขาถึงพักทานข้าวต้มกัน ญาติบางส่วนเดินมาเข้าห้องน้ำแถวๆที่ผมนั่งอยู่ เขาเลยเรียกผมไปโดนข้าวต้มสักชามสองชาม เห็นบอกว่าอร่อย
ก็ดีนะ ท้องว่างๆแบบนี้ โดนของร้อนน่าจะรู้สึกสบายท้อง ผมเดินไปข้างในศาลา รับข้าวต้มร้อนๆมานั่งทาน อืม... อร่อยแฮะ

"อ้าว เกรท ทำไมเพิ่งเข้ามาล่ะจ๊ะ"
"สวัสดีครับป้าใบ ก็พอดีผมรู้สึกเศร้าๆ ไม่อยากอยู่ในศาลาน่ะครับ เลยไปนั่งริมน้ำโน่น"

ผมเห็นป้าใบแกเอาเด็กผู้หญิงตัวเล็กๆนั่งตัก น่ารัก น่าจะอายุประมาณ 3-4 ขวบได้

"หลานเหรอป้า"
"อ่ออออออ ลูกไอ้ส้มมัน จำไอ้ส้มได้รึเปล่า"
"อ๋อ พี่ส้มน่ะเหรอป้า มีลูกแล้วเหรอเนี่ย น่ารักน่าชังจริงๆเลย ขอผมอุ้มหน่อยสิครับ"
"งั้นฝากน้องด้วยเลยละกัน ป้าไปเข้าห้องน้ำก่อนนะ"
"คร้าบบบบบบบบ"

ผมรับน้องมาอุ้มไว้ ชื่ออะไรก็ลืมถามป้าใบ เจ้าหนูนี่หน้าคล้ายแม่เหมือนกันนะ พี่ส้มกับผม รู้จักกันเมื่อนานมาแล้ว แต่ผมก็ยังจำเค้าหน้าแกได้ดี
พลางนึกถึงบรรยากาศเก่าๆเข้าให้อีกแล้ว ในตอนซัมเมอร์ ม.2 ป้าพาผมไปเที่ยวบ้านญาติป้าที่แพร่ และผมได้รู้จักพี่ส้มที่นั่น

"ไปซนอะไรพี่เขาน่ะลูก"

เสียงของผู้ชายร่างเล็กพูดกับลูก แต่ก็ยิ้มให้ผมอย่างมีไมตรี ผมยิ้มตอบ เขาคงเป็นสามีพี่ส้ม

"ไม่ซนเลยครับ น้องน่ารักมาก นั่งนิ่งเลย พอดีป้าใบแกไปห้องน้ำ เลยฝากไว้ครับ"

ชายคนนั้นเข้ามานั่งเก้าอี้ตัวที่ป้าใบแกเคยนั่ง เขาเอาข้าวต้มมาป้อนลูก ผมก็เลยส่งลูกคืนเขาไป
เขาทั้งคนทั้งเป่าให้ข้าวต้มมันหายร้อน ท่าทางจะรักลูกมาก

ผมเกือบจะถามเขาแล้ว ว่าพี่ส้มไปไหน ไม่เห็นมางานศพ แต่ก็ไม่กล้าถามไป เพราะจริงๆแล้วผมกับพี่ส้มเคยมีสัมพันธ์แปลกๆตอนเด็กๆกัน
เกิดสามีเขาถามซักไซ้ว่าไปรู้จักเมียเขาอย่างไรผมกลัวจะไปไม่เป็นซะอีก ผมก็เลยได้แต่นั่งอมยิ้มมองลูกพี่ส้มทานข้าวต้ม โดยมีพ่อของแกนั่งป้อน





ซัมเมอร์ ม.2

บรรยากาศไม่ได้ต่างจากวันนี้ ที่นั่นในเวลาค่ำ มีคนไม่รู้จักหน้าค่าตามากมายคุยกันอย่างสนุกถึงรส พวกเขาเป็นญาติๆของป้า
ผมปลีกตัวออกมานั่งริมคลอง ที่นี่ยังเป็นชนบทที่อากาศสดชื่นกว่ากรุงเทพฯหลายเท่านัก เป็นการนั่งคนเดียวที่ไม่รู้สึกเหงาเลย
แต่กลับมีความสุขกับการเสพความเงียบได้อย่างลงตัว ผมนั่งสูบบุหรี่และมองท้องฟ้ามืดมิดที่มีดาวเปล่งประกายระยิบ
ลมเย็นพัดโกรกตลอดเวลา ทำให้ผมเกือบจะหลับซะตรงใต้ต้นไม้ใหญ่นั่น จนกระทั่ง ผู้หญิงในชุดกระโจมอกคนนั้น เดินเข้ามาทัก

"เป็นเด็กเป็นเล็ก สูบบุหรี่ด้วยเหรอ"

ผมมองไปที่เธอ เด็กสาวผมประบ่า ผิวขาว หน้าตาจิ้มลิ้มน่ารักแบบสาวชนบท ท่าทางก็ไม่ได้โตไปกว่าผมเท่าไหร่

"สูบปะล่ะ" ผมยื่นบุหรี่ให้เธอ
"ไม่อะ เด็กกรุงเทพฯ สูบบุหรี่แต่เด็กทุกคนปะ"
"ผมไม่เด็กแล้วนา ผม12แล้ว"
"ก็เป็นน้องฉันล่ะ ฉัน 13"
"ต้องเรียกพี่ปะเนี่ย?"
"เรียกสิ เรียกว่าพี่ส้มนะ แล้วเธอชื่ออะไรอะจะได้เรียกถูก"
"ครับ พี่ส้ม ผมชื่อเกรทนะ"
"ใส่ต่างหูห่วงยังกับผู้หญิงแน่ะ"
"อ้าว เด็กบ้านนอกนี่นาพี่ เด็กเทพเขาเจาะหูกันทั้งชายหญิงแหละ มันเป็นแฟชั่น"
"จริงอะ"
"จริง แล้วก็ฟังเพลงเมทัล พี่คงไม่รู้จักดิ เดี๋ยววันหลังจะเอามาให้ฟังนะ"
"ไม่เป็นไร พี่ไม่ขอบฟังเพลงหรอก พี่ชอบร้อง"
"จริงดิ พี่ร้องเพลงเป็นเหรอ ร้องให้ฟังมั่งดิ"

พี่ส้มจึงร้องเพลงของพุ่มพวงให้ผมฟังซะหลายเพลง ศิลปินคนโปรดของเธอเลยล่ะ



พี่ส้มมาที่นี่เพื่อจะมาอาบน้ำ ไปๆมาๆกลับกลายมาเป็นนั่งคุยกับผมอยู่นานสองนานใต้ต้นไม้ใหญ่
ผมให้พี่ส้มลองสูบบุหรี่ เธอสำลักแทบแย่ แต่พอปอดไม่บริสุทธิ์แล้วสักพักก็สูบได้ชิวไปเลย

"เล่นน้ำมั้ย"
"ไม่อะ ผมว่ายน้ำไม่เป็น"
"เด็กกรุงเทพฯ"
"อ้าวพี่ส้ม อย่าดูถูกเด็กกรุงเทพฯน้า มีอะไรอีกหลายอย่างที่ผมทำเป็น และทำได้ดีด้วย"
"เช่นอะไรยะ" พี่ส้มยื่นหน้ามาใกล้ๆ ทำหน้าตาเหมือนท้าทายนิดๆ
"จูบไง ลองปะ"

หน้าเธอเปลี่ยนอารมณ์อย่างรวดเร็ว และหดกลับไปนั่งมองฟ้า โดยไม่ได้พูดอะไรสักพัก
สักพักที่ว่า จำไม่ได้ว่ามันกี่นาที เหมือนเราสองคนหลุดหล่นไปสู่มิติอื่นที่ไร้กาลเวลา
แต่มันเป็นช่วงเวลาที่อึดอัดอย่างประหลาด จนกระทั่ง

"ไปๆ ลงน้ำดีกว่า" พี่ส้มทำลายความเงียบ และฉุดมือผมลุกขึ้น
"เฮ้ยๆผมว่ายน้ำไม่เป็น ใจเย็น"
"เอ้าลองสิลอง พี่ยังลองบุหรี่เลย สำลักแทบแย่น่ะ"
"ไม่เอาสิเดี๋ยวจมน้ำตาย"
"อย่าใจเสาะน่า น้ำตื้นแค่อกเอง"
"อ่อ งั้นลอง"

นั่นเป็นการแก้ผ้าโดดคลองครั้งแรกในชีวิตผม พี่ส้มรีบปิดตาตอนผมถอดเสื้อผ้า แต่ตะโกนโหวกเหวกว่าอย่าถอดกางเกงใน
อ้างว่ามีปลาปักเป้าชอบกัดของลับหนุ่มๆกินเป็นอาหารโปรด จริงๆแล้วอายมากกว่า

แสงไฟจากบ้านส่องมาได้ไม่ไกลนัก ทำให้ที่นี่ค่อนข้างมืด มีแต่เพียงแสงจันทร์ตกกระทบผิวขาวของพี่ส้ม ที่ดูแล้วพออุ่นใจ
เราจับมือกันวิ่งถลาโดดจากท่าน้ำเล็กๆลงคลอง น้ำกระจายเสียงดังตูมใหญ่ ในเวลานั้น ผมตกใจที่สุดในชีวิตแล้ว
เพราะที่พี่ส้มบอกว่าน้ำตื้นแค่อก มันไม่จริงเลย ผมรู้สึกเหมือนผมกำลังตกเหว ทันทีที่ร่างหลุดพ้นผิวน้ำลงมา
เท้าของผมไม่แตะอะไรเลย ด้วยความตกใจ จึงปัดป่ายมือไม้ยิ่งกว่าลูกหมาตกน้ำ ยังแอบได้ยินเสียงพี่ส้มหัวเราะชอบใจ
สุดท้ายพี่ส้มก็ฉุดกระชากลากผมขึ้นมานั่งบนท่าจนได้ เธอยังคงขำผมอยู่อย่างนั้น

"หยุดขำได้แล้วๆๆๆ ผมจะตายเอาได้นะมาหลอกกันแบบนี้"
"ฮ่าๆๆ ไม่เป็นไรหรอกพี่อยู่ด้วย พี่อะว่ายน้ำแข็งที่สุดแล้วในย่านนี้ ฮ่าๆ"
"เป็นผู้หญิง ว่ายแข็งไรนักหนา อย่ามาโม้น่า"

ผมสังเกตได้ว่าตอนนี้สีหน้าอารมณ์ของพี่ส้มเปลี่ยนไปอีกครั้งแล้ว กลายเป็นเงียบ ซึมๆ เหมือนสลดกับคำพูดของผมรึเปล่า?
ผมรู้สึกแปลกๆ เหมือนได้ทำอะไรผิดไป หรือพูดอะไรผิดสักอย่าง จึงทำให้เวลาสนุกของเราติดขัด

"เป็นไรไปพี่ ผมพูดอะไรผิดไปเหรอ"
".........."

พี่ส้มไม่ตอบอะไร ได้แต่เงยหน้ามองฟ้า แล้วก็เริ่มขยับขาเตะน้ำเบาๆให้เกิดเสียง 'แจะ แจะ แจะ...' แล้วก็ก้มมองดูน้ำที่ตัวเองเตะ
ผมใช้มือจับส่วนกรามของพี่ส้มให้หันมามองผม เธอมองด้วยสายตาที่เศร้าสร้อย แต่ก็ฝืนอมยิ้ม มีอารมณ์อ่อนโยนเบาๆที่มุมปาก

"เป็นไรพี่ อยู่ๆก็ซึม"
"เรื่องจูบว่าไง"
"หือ?"
"เมื่อกี้ บอกว่าจูบเก่งนี่"

นั่นเป็นเหมือนสัญญาณบางอย่างที่เตือนผมว่า มันเริ่มแล้ว เร็วเสียด้วยสิ ผมไม่ยอมทิ้งช่วงให้เนือยเปล่าๆ
ผมประกบปากจูบพี่ส้มอย่างเร็วกว่าใจจะคิดเขินอาย........
อากาศหนาวเย็นแต่ร่างกายผมกลับร้อนรุ่ม ใช่ว่าผมจะไม่เคยเจออะไรแบบนี้ ผมเคยมาบ้าง แต่ไปไม่ถึงจุดแตกหักสักที
มันมักจะจบลงก่อนเสมอ วันนี้ตอนนี้ ตอนที่ผมจูบอยู่นี้ ผมเริ่มคิดแล้ว ว่าเราจะเกินเลยไปไหนต่อไหนรึเปล่านะ ที่ไหน ตรงนี้เหรอ
คิดไปพลางจูบไปพลาง มือไม้ก็ไม่อยู่สุข ผมลูบไล้ขาอ่อนของเธอ ที่แม้ไม่ได้มองก็รู้ว่ามันขาวเนียน พลางจะเลิกผ้าถุงขึ้น
พี่ส้มเอามือมาจับมือผมไว้ เชิงว่าอย่าให้เกินเลยไปกว่านี้ ผมรู้สึกผิดหวังนิดๆ แต่อย่างไรก็ตาม อะไรๆมันร้อนเร่าเกินกว่าจะหยุดลงได้ง่ายๆแล้ว
จนเมื่อพี่ส้มใช้มือจับเป้ากางเกงในของผมแล้วบีบมันเหมือนจะทำให้มันแห้งให้ได้ ผมยิ่งเตลิดไปไกล
เธอผลักผมให้เอนตัวลงพิงระเบียงไม้ของท่าน้ำ แล้วจัดการถอดกางเกงในผมออก จากนั้น.....

"ไอ้ส้มเอ๊ยยยยยยย อาบน้ำนานจังเลย เดี๋ยวตัวก็เหี่ยวหมดหรอก"

ผมกับพี่ส้มตกใจจนพากันกลิ้งลงน้ำทั้งสภาพนั้น เพราะกลัวว่าใครจะมาเห็นเรา

"จ้า เดี๋ยวไปแล้วจ้า"

แค่นั้นอีกแล้ว ผมรู้สึกเสียดาย แต่ว่ามันก็เป็นอะไรที่ดี สนุก และมีความสุข ทำให้ซัมเมอร์นี้ไม่น่าเบื่ออย่างที่คิด




บ่ายวันรุ่งขึ้น ผมนอนอยู่บนแคร่ใหญ่ ไม่ไกลจากท่าน้ำมากนัก ยังคงอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่ และรู้สึกง่วงเหมือนเดิม
ผมตั้งใจมาอยู่ที่นี่เพราะกะว่าพี่ส้มก็คงจะมา ถ้ารู้สึกดีกับเรื่องเมื่อคืน เหมือนกับผม
เป็นจริงเสียด้วย พี่ส้มยังคงคอนเซ็พท์ผ้าถุง แต่วันนี้ไม่กระโจมอก เธอใส่เสื้อยืดสีขาว มีลายโลโก้ลิโพฯ อยู่ด้านหน้า เดินมาหาผม
ผมขยับให้เธอนั่ง วันนี้พี่ส้มนั่งเงียบๆ นั่งหันหน้าออกไปทางท่าน้ำ ผมนั่งมองแผ่นหลังเธอ เธอหันมายิ้มให้ผม ยังคงรู้สึกอ่อนโยนแปลกๆ

"นอนเหอะ เย็นดีว่ะพี่"

พี่ส้มเอนตัวลงนอนโดยที่ยังหันหน้าออกไปที่ท่าน้ำ ผมค่อยๆวางมือลงบนสะโพกเธอจากด้านหลัง เธอไม่ว่าอะไร
มือขวาของผมจึงกลายเป็นโอบกอดเบาๆ แล้วเราก็คุยกัน

"พี่ส้ม เปิดเทอมแล้วจะคิดถึงผมมั้ย"
"พี่ไม่ได้เรียนแล้วล่ะ เลิกเรียนตั้งแต่จบ ป.6 แล้วก็ช่วยงานที่บ้าน"
"เหรอ...พี่ส้ม ตัวหอมจัง"

ผมสูดลมหายใจแรงๆที่ต้นคอด้านหลังของเธอ เธอขนลุกวาบ และเกร็งนิดหน่อย

"ผมจะกลับพรุ่งนี้แล้วนะพี่"
"จริงเหรอ ทำไมกลับเร็วล่ะ"
"ป้าจะกลับน่ะ เรากะมาแค่ไม่กี่วันน่ะพี่"
"จริงเหรอ"

เสียงพี่ส้มเบาลง ดูเศร้าๆ ผมก็เศร้าไม่แพ้กัน

"หันหน้ามาสิพี่"

พี่ส้มทำตาม เธอค่อยๆหันตัวมานอนมองหน้าผม เรามองหน้ากัน แล้วผมก็เริ่มจูบเธออีกครั้ง
เป็นการจูบที่ตื่นเต้นผสมเศร้า ในเวลากลางวัน คนแปลกหน้าจูบกันใต้ต้นไม้ใหญ่ ผมรู้สึกแปลกๆ รู้สึกว่าพี่ส้มมีความลับที่ไม่อยากพูด
รู้สึกว่าพี่ส้มมีเรื่องเศร้าที่เก็บกดเอาไว้ในใจ แต่ผมไม่รู้ว่ามันคืออะไร และไม่อยากถาม ผมได้แต่จูบอย่างเร่าร้อน
เผื่อว่าคืนนี้อาจจะได้คืบหน้าไปมากกว่านี้ แต่ผมก็มาสะดุดในความรู้สึก เมื่อรู้สึกว่าน้ำตาอุ่นๆของพี่ส้มไหลอาบแก้ม

"ร้องไห้ทำไมพี่ เสียใจเหรอ"
"อือ เสียใจ"
"พี่ชอบผมเหรอ"
"ชอบ"
"อย่าร้องไห้ไปเลย เรายังมีเวลามีความสุขกันอีกตั้งคืนนึง"
"มันไม่ได้อะ"
"อะไรไม่ได้?"
"มันไม่ได้"

พี่ส้มประกบปากจูบผมเหมือนจะบอกเป็นนัยว่าไม่ต้องพูดอะไรอีกแล้ว ก่อนที่เธอจะผละจากผม ลุกเดินกลับบ้านไป
ผมไม่ค่อยเข้าใจอะไรมากนัก มีแต่ความรู้สึกแปลกๆวนเวียนในสมอง และฮอร์โมนที่พลุ่งพล่าน

ผมพลิกตัวนอนหงายมองฟ้าใส แล้วจุดบุหรี่ดูด..........

เย็นก็แล้ว จนค่ำ พี่ส้มก็ไม่กลับมาอีก

ผมรอแล้วรอเล่า จนบุหรี่หมดซอง ผมกระวนกระวาย เดินไปเดินมาแถวนั้น อยากรู้ว่าพี่ส้มอยู่บ้านหลังไหน
ได้แต่เดินไปด้อมๆมองๆ แต่ก็ไม่เห็นแม้แต่เงาของเธอ
ตอนนี้ ผมสับสน หงุดหงิด และเสียใจที่เหมือนว่าตัวผมเองทำอะไรผิดไปรึเปล่า ได้แต่คิดอยู่แบบนั้น
จนรุ่งเช้า.................




ผมยังไม่ได้นอน ได้แต่คิดถึงรอยจูบและเฝ้ารอพี่ส้มจะออกมาส่งผม แต่จนแล้วจนรอด เธอก็ไม่มา
จนผมนั่งซาเล้งรับจ้างเพื่อจะไปท่ารถ ผมยังคงมองกลับไปที่หมู่บ้านจนลับสายตา มองหาหญิงสาวคนนั้น
คนที่มอบจูบประหลาดให้กับผม ที่มันยังคงตราตรึงอยู่ในใจ นึกถึงทีไรทำให้รู้สึกร้อนท้องวูบๆทุกครั้งไป
กลิ่นตัวหอมยังคงอบอวลในจิตสำนึก นี่เป็นการลาจากที่เศร้าสร้อยเสียจริงๆนะครับพี่ส้ม




-------------------------------------------------------




"ไปซนอะไรพี่เขาน่ะลูก"

เสียงของผู้ชายร่างเล็กพูดกับลูก แต่ก็ยิ้มให้ผมอย่างมีไมตรี ผมยิ้มตอบ เขาคงเป็นสามีพี่ส้ม

"ไม่ซนเลยครับ น้องน่ารักมาก นั่งนิ่งเลย พอดีป้าใบแกไปห้องน้ำ เลยฝากไว้ครับ"

ชายคนนั้นเข้ามานั่งเก้าอี้ตัวที่ป้าใบแกเคยนั่ง เขาเอาข้าวต้มมาป้อนลูก ผมก็เลยส่งลูกคืนเขาไป
เขาทั้งคนทั้งเป่าให้ข้าวต้มมันหายร้อน ท่าทางจะรักลูกมาก

ผมได้เห็นว่าพี่ส้มได้สามีที่ดี มีลูกที่น่ารัก ผมก็รู้สึกสบายใจดีเหมือนกัน
เพราะตั้งแต่วันนั้น ผมก็ไม่ได้กลับไปที่นั่นอีกเลย พี่ส้มมีอยู่แค่ในความทรงจำ ที่ผมหวนคิดถึงเธออยู่บ่อยครั้ง
เป็นความทรงจำที่เบาๆ จางๆ แต่กลิ่นของมันแปลกประหลาดอย่างบอกไม่ถูก

ผมตัดสินใจ

ถามซะดีกว่า

"ป้าใบบอกว่าน้องเป็นลูกพี่ส้มน่ะครับ แล้วเอ่อ....พี่ส้มเป็นไงบ้าง ไม่มาด้วยกันเหรอครับ"

ผู้ชายคนนั้น ยิ้ม และพยายามมองต่างหูของผม กับบุหรี่ที่อยู่ในกระเป๋าเสื้อ

"นี่เกรทเหรอ ใช่มั้ย ต่างหูแบบเดิมเลยนี่"
"พี่รู้จักผมด้วยเหรอ??"
"นี่พี่ส้มเอง ตกใจมั้ย?"
"เฮ่ย!! ตกใจดิพี่ เอาจริงดิ"
"อื้อ พี่ส้มเอง นี่อะลูกพี่แท้ๆ ส่วนแม่เขาทำงานอยู่ที่อื่น มาด้วยไม่ได้น่ะ"
"เอ่าพี่! เอาจริงดิ แล้วทำไมพี่เป็นผู้ชาย เป็นพ่อคนล่ะ ผมอย่างมึนเลยพี่"
"ก็พี่เป็นผู้ชายไง"
"ฮะ เออ งงครับพี่"
"ไม่ต้องงง ก็แค่พี่เป็นผู้ชายน่ะจ้ะ"
"ฮ่าๆๆๆๆๆๆ กรรม! ฮ่าๆๆๆ"
"ฮ่าๆๆๆ"

เสียงหัวเราะขบขันในงานศพ ผมกับพี่ส้มยังคุยกันหลังงานเลิก
เป็นเรื่องแปลกประหลาดเรื่องนึงในชีวิตผมเลยนะ


-------------------------------------------------------



เธอผลักผมให้เอนตัวลงพิงระเบียงไม้ของท่าน้ำ แล้วจัดการถอดกางเกงในผมออก จากนั้น.....

"เดี๋ยวพี่ทำให้นะ"
"ทำอะไรพี่?"
"ทำสิ่งที่ผู้ชายชอบ"
"พี่ส้ม สวยจังครับ"
"เห็นพี่เป็นผู้หญิงสวยเหรอ"
"ครับ"
"ฮิฮิ"


ก่อนที่ป้าใบจะตะโกนเรียกพี่ส้มในคืนนั้น
เราสองคนแม้เกือบจะเกินเลยกันไปจนสุดทาง แต่มันก็เป็นไปไม่ได้
ไม่รู้ว่าถ้าป้าใบไม่ตะโกนมา เราจะเป็นยังไงกันต่อ
อย่างไรก็ตาม ผมไม่ถือเอาเหตุผลและหลักความจริงมาปิดกั้นจินตนาการยามนึกหวนถึงวันนั้นหรอก
ผมยังคงเก็บพี่ส้มไว้แบบเดิม เป็นผู้หญิงชนบท ผิวขาว และเซ็กซี่เหมือนเดิม
แม้มันจะบิดเบือน แต่ผมยอมรับได้แบบนั้น

วันจันทร์ที่ ๒๕ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๕๓

ห้องพยาบาลสีขาว

ว่ากันว่าเมื่อคนเราตายไป ก็เหมือนอยู่ในความฝันที่ไม่มีที่สิ้นสุด
เมื่อฝันจบไปเรื่องหนึ่ง ก็จะก้าวย่างเข้าสู่เรื่องต่อไป เป็นอย่างนี้ไปไม่มีจุดจบ
ผมเองเคยคิดว่าเมื่อตายไปแล้ว ถ้าผมได้ไปอยู่ในภพภูมิใดก็ตาม ผมจะไม่เสียใจเลย
เพราะชีวิตที่เคยมีอยู่นั้นมันเลวร้ายเสียยิ่งกว่านรก
แต่ตอนนี้สิ ผมชักไม่แน่ใจแล้ว ว่าที่จริงแล้วอะไรจะเลวร้ายกว่ากัน
เมื่อแฟนหนุ่มของลูกสาวที่ผมเพิ่งฆ่าเธอตายไป จับผมมาขังเอาไว้ในที่แห่งนี้
และลูกสาวของผม เธอก็อยู่ในนี้ด้วย ส่วนผมเองก็ได้ตายไปแล้วพร้อมกับเธอ
นี่มันเป็นฝันร้ายที่ทรมานใจผมที่สุดแล้วในชีวิต ยามที่ผมนั่งมองตาลูกสาว
เธอไม่ได้พูดอะไร เธอน้ำตาซึมตลอดเวลา และมองตอบผมด้วยสายตาที่เคียดแค้น
ผมอยากจะตื่นขึ้นมาจริงๆนะ ใครก็ได้ ช่วยปลุกผมที...........


......................................





ผมตื่นขึ้นมาในห้องสีขาวของโรงพยาบาลที่ไหนสักแห่ง.....
มันดูโล่งสะอาดตา กลิ่นน้ำยาอะไรหลายอย่างผสมปนเปในประสาทรับกลิ่น
แต่มันทำให้ผมสบายใจ กลิ่นของมันดูสะอาด บ่งบอกถึงความปลอดภัยจากเชื้อโรคนานัปในอากาศ
แสงแดดยามบ่ายที่ร้อนแห้ง แต่ไร้แรงแผด จนดูเหมือนมันจะห้อยย้อยผ่านหน้าต่างเข้ามาตกลงที่พื้นห้อง
ยังความร้อนระอุได้ไม่มาก ไม่สู้แรงขับความเย็นของแอร์คอนดิชั่นแบบท่อที่ไร้เสียงดัง
จนดูเหมือนมันเป็นเพียงแค่แสงประดับห้องที่ช่วยทำให้ห้องสีขาวนี้โดดเด่น
ห้องที่ผมนอนอยู่นี้เป็นห้องรูปร่างประหลาด มันเป็นสี่เหลี่ยมผืนผ้าที่ยาวเกินไป
ทั้งที่มีเตียงตั้งอยู่แค่สี่หลัง อยู่ไม่ห่างกันนัก ฝั่งผมอยู่ตรงข้ามหน้าต่าง มีเตียงสองหลัง
ฝั่งติดหน้าต่างมีอีกสองหลังตั้งอยู่ตรงข้ามกับฝั่งผม หลังทางขวานั่นมีคนป่วยนอนอยู่หนึ่งคน
ด้านข้างของทุกเตียงจะมีไซด์สแตนด์ ถัดจากจุดที่ตั้งเตียงทั้งสี่ มีตู้ โต๊ะ ซิงค์ และที่เหลือคือพื้นที่โล่ง
ยาวไปเกือบยี่สิบเมตรกว่าจะถึงประตูกระจกใหญ่แบบเลื่อนที่มีม่านโปร่งๆสีขาวปิดกั้นเอาไว้
อีกด้านของห้อง ด้านนี้อยู่ใกล้เตียงผม เป็นฝาผนังตัน มีเพียงประตูบานเดียวต่อเชื่อมไปสู่ห้องอื่น
ผมรู้สึกอุ่นใจที่ได้ยินเสียงก๊อกแก๊กดังมาจากหลังประตูบานนั้น มันอยู่ไม่ไกลจากผม จนผมรู้สึกคลายเหงา
ข้างในนั้น พยาบาลสาวสวยสักคน คงกำลังทำอะไรอยู่สักอย่าง
คิดเพลินๆพลางมองปลายเท้าของคนป่วยเตียงตรงข้าม แสงแดดโลมเลียฝ่าเท้าเขาก่อนจะเลยลงพื้น
นิ้วหัวแม่เท้าของเขากระดิกหงึกๆ เป็นสัญญาณการตื่นจากภวังค์ ก่อนที่เขาจะชันตัวลุกขึ้นกึ่งนั่งกึ่งนอน
ผมจึงได้เห็นว่าเขาเป็นคนแก่แล้ว อายุน่าจะราวๆหกสิบได้
มือของเขาเอื้อมไปกดปุ่มบางอย่างข้างๆเตียง ระบบไฮโดรลิคทำงานมีเสียงดังฟี้ด.....
แล้วส่วนหัวของเตียงก็ผงกเงยขึ้นมาช้าๆ เขาอยู่ในท่าเอนที่เหมาะสมและดูสบาย
ผมลองความหาสวิทช์แบบนั้นบ้าง มันอยู่ที่ข้างเตียงผมเหมือนกัน แค่กดปุ่มนั้นเบาๆ หัวเตียงก็เงยขึ้น
ผมปล่อยมือเมื่อไหร่มันก็หยุด ตอนนี้ผมได้นอนกึ่งนั่งบ้าง ทำให้หายเมื่อยขึ้น และเพิ่มวิสัยการมองเห็นสิ่งต่างๆ

"เพิ่งมาใหม่เหรอหนุ่ม"
"คิดว่างั้นครับ ที่นี่ที่ไหนเหรอลุง"
"เขาไม่ให้ถาม และไม่ให้ตอบ"
"หือ....??? เขาไหนลุง?"

ลุงแก่เบือนหน้าหนีผม แกพยายามมองออกไปนอกหน้าต่างข้างหัวนอน นิ้วเท้าทั้งหมดขยับยุกยิก
เหมือนแกอยากจะยืดเส้นยืดสายบ้าง แต่พอจะขยับได้เพียงแค่นั้น

"ลุงชื่ออะไรเหรอครับ ผมชื่อเกลียวครับ"

ลุงชำเลืองตามามองผมสักพักเดียวก็กลับไปมองที่เดิม โดยไม่ตอบคำถามผม
แปลกจัง ทั้งๆที่แกกล่าวทักผมก่อนแท้ๆ พิลึก
แต่อีกอย่างที่แปลก ผมไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมร่างกายท่อนล่างของผมมันไม่มีความรู้สึกเลย
ผมพยายามนึกย้อนหลัง.........ทำไมผมถึงได้มาอยู่ที่นี่ มันเกิดขึ้นได้อย่างไร
นึกยังไงความทรงจำสุดท้ายของผมก็คือ......ผมกับลูกสาว กินข้าวคลุกยาพิษ.....
เธอนอนดิ้นน้ำลายฟูมปากอยู่ที่พื้นนั่น.......

ชีวิตของผม ล้มเหลว......
กู้ยืมเงินทองมาลงทุนทำธุรกิจก็พัง ติดหนี้กองพะเนิน เมียมีชู้และหนีออกไปอยู่กับมัน
ทิ้งให้ผมอยู่กับลูกสาววัยสิบเจ็ด วัยกำลังจับจ่ายใช้สอยแต่ข้าวของสิ้นเปลือง
และเธอไม่เคยเข้าใจสิ่งที่ผมพูดกล่าวเล่าสอน เหมือนว่าผมพูดอะไรก็ผิดไปเสียหมด
ผมก็เข้าใจ วัยรุ่นก็ประมาณนี้ ผมจึงไม่ค่อยอยากจะยุ่งเรื่องของเธอเท่าไหร่
ผมเชื่อก็ได้ ว่าครอบครัวผมล่มสลายแล้ว ด้วยฝีมือของผมเอง
สุดท้ายมีเงินเข้ามาเมื่อไหร่ผมก็ได้แต่เอาไปดื่มเหล้า เที่ยวผู้หญิง หาความสุขไปวันๆ
แต่ละคนมีทางชีวิตให้เลือกเดิน ผมเลือกทางนี้เพื่อชดเชยสิ่งที่ลงแรงไปมากมายแล้วสูญเปล่า
ลูกสาวผมมีแฟนหนุ่มคอยดูแล บางวันผมกลับบ้านไปเจอพวกเขาที่บ้าน ลูกสาวผมจะจูงมือเขาหนีเข้าห้องไป
ผมมักจะนั่งเฉยๆที่โต๊ะกินข้าวที่ว่างเปล่า แล้วนึกถึงวันเก่าๆ ที่ตรงนี้คือครอบครัว
พ่อแม่ลูกกินข้าวด้วยกัน พูดคุยกันสนุกสนาน แล้วน้ำตาของผมก็ไหลออกมาโดยไม่รู้ตัว.....

"ได้เวลาทานข้าวแล้วค่ะ"

สุ้มเสียงหวานฟังเสนาะหูนั้นสอดแทรกทำลายภาพในจินตนาการของผมมลายสิ้น
พยาบาลสาวสวยพูดพลางยกถาดกับข้าวมาวางบนรถเข็นแล้วปิดประตูเล็กบานนั้น ก่อนจะหันมายิ้มให้ผม
พยาบาลคนนี้สวยเกินกว่าที่ผมคิดเอาไว้เยอะ เพียงแต่เธอแต่งหน้าจัดเสียจนเกินงาม
เส้นผมทุกเส้นถูกรวบไว้อย่างเป็นระเบียบใต้หมวกพยาบาล รูปร่างดีเกินไปจนดูเหมือนนางแบบ

"เพอร์เฟ็คต์"

ผมเผลอปากพล่อย แต่เธอยังคงยิ้มให้ผม ก่อนที่เธอจะเข็นรถสำรับไปหาลุงเตียงตรงข้าม
ยกโต๊ะพับที่ติดกับเตียงกางออกบนเตียงนั้น แล้วยกสำรับวาง กลิ่นกับข้าวหอมฉุย
เธอทำแบบนั้นกับผมเช่นกัน ในถาดหลุมนั้นมีข้าวสวยหุงใหม่ๆ ควันฉุย
พะโล้ ปลาช่อนผัดคึ่นไฉ่ ต้มจืดหมูบะฉ่อ และลูกตาลลอยแก้วเป็นของหวานตบท้าย
ผมยิ้มให้เธอจนเธอเดินออกประตูไกลไป สะโพกของเธอดูเหมือนจะเย้ายวนใจผมเหลือเกิน

"กับข้าวที่นี่อร่อยนะ แต่..."

ลุงแกยิ้ม และพูดกับผม อารมณ์ของแกดูต่างจากเมื่อครู่นี้
ผมลองชิมดู อร่อยจริงอย่างที่ลุงแกว่า รสชาติกลมกล่อมเกินไป
ผมคิดแบบนี้บ่อยๆในชีวิต คำว่า 'เกินไป' เพราะผมเป็นคนขี้ระแวง
ที่นี่ดูเพอร์เฟ็คต์และแปลกประหลาดเกินไปจริงๆ อย่างเช่นบรรยากาศขณะกินข้าวนี้
สะอาด เย็นสบาย แสงสีสวยจากหน้าต่างที่ไม่ร้อน
อย่างกับผมนั่งกินข้าวอยู่ในภาพเขียนสีน้ำมันของศิลปินยุคบาโร้ค

สักพักคุณพยาบาลก็เดินกลับจากประตูไกลมาเก็บถาดข้าว ผมถามเธอถึงสิ่งที่ค้างคาใจ

"ลูกสาวผม.....เธอ....."
"เสียใจด้วยค่ะ เราช่วยเธอไว้ไม่ทัน" เธอยังคงยิ้มสวยขณะที่พูดเรื่องความเป็นความตาย

จิตใจผมหดหู่ลงกว่าเดิม ทั้งที่ผมก็รู้อยู่แล้วว่าคำตอบจะต้องเป็นแบบนี้
ผมนึกเสียใจ ทำไมผมถึงรอดชีวิต ทางออกสุดท้ายผมก็ไปไม่ถึง
และความเจ็บปวดก่อนตายนั้นก็กลับทำให้ผมหวาดกลัวความตายขึ้นมาจับใจ
ผมได้รู้แล้วว่ามันไม่ง่ายอย่างที่คิด
ผมมองดูคุณพยาบาลเดินกลับเข้าประตูเล็ก

"อย่ากินยานั่นนะ" เสียงลุงเตียงตรงข้ามเตือนผม
"หือ ยาอะไรครับ"
"สักประเดี๋ยว พยาบาลจะเอายามาให้กิน อย่ากินมันนะ"
"ทำไมล่ะลุง ก็เราเป็นคนป่วยนี่"
"ยาจะทำให้นายกลับไปสู่ฝันร้าย มันจะทำให้นายหลับ และนี่"

ลุงขยับนิ้วเท้าโชว์ผม

"เห็นมั้ย พอไม่กินยานั่นนานๆเข้า ขาฉันก็ขยับได้ อีกไม่นานหรอก ฉันจะเดินหนีออกจากที่นี่"
"หนี หนีทำไมล่ะลุง ที่นี่ออกจะเจ๋ง"
"ไม่ ไม่อยากอยู่ เพราะที่นี่"

ลุงแกต้องหยุดพูดแค่นั้น เพราะพยาบาลสาวสวยคนเดิมเปิดประตูออกมาแล้ว พร้อมกับถ้วยยาและน้ำ
เธอจัดแจงให้ลุงแกกินยา ผมสังเกตได้ หลังจากกลืนน้ำเรียบร้อยแล้ว จังหวะที่พยาบาลหันมาทางผม
ลุงแกคายเม็ดยาออกมา แล้วซ่อนไว้ใต้ที่นอน แต่พอถึงตาผม ผมกินมัน เรายังคงยิ้มให้กัน
กับคุณพยาบาล ผมทำตัวเป็นคนว่าง่าย...... ก่อนที่เธอจะเดินกลับเข้าประตูเล็กไปอีกครั้ง

"ไอ้หนุ่ม นายกินยาใช่มั้ย........"




แสงสว่างเรืองๆแยงนัยตาผม..............
พอสายตาชินกับแสงนั่นแล้วผมถึงได้รู้ว่านั่นคือแสงจากไฟฉายของใครสักคนที่กำลังส่องใบหน้าผม
ผมฝันอีกแล้ว....ในโกดังนี่ ใช่แล้ว มันเหมือนเดิมไม่มีเปลี่ยน โกดังที่ผมถูกจับมา
ผมรู้สึกเจ็บระบมที่ข้อมือซึ่งถูกมัดไพล่หลังเอาไว้

"ตกลงจะเอาไงกับมันดี" เสียงไอ้ลูกเขยตัวดีหันไปถามกับลูกสาวผม แต่เธอไม่ตอบ

"พ่อ...ส เสียใจ...ลูกจ๋า"

น้ำตาของลูกสาวผมไหลออกมาจากสองตาที่จ้องมองผมอย่างเคียดแค้น

'ผัวะ!!' ผมถูกไฟฉายตบ มันเจ็บแปลบแต่เชื่องช้า...

"มึงไม่ต้องพูด ไอ้คนใจหิน หมามันยังรักลูก แต่มึงกลับฆ่าลูกตัวเอง"

กลิ่นเลือดในปากผมน่าคลื่นไส้ ที่นี่ร้อนอย่างกับนรก เหงื่อของผมท่วมร่างจนเสื้อผ้าเปียกไปหมด
กลิ่นอับเหม็นคลุ้งผสมกลิ่นน้ำมันเบนซิน มีแสงลอดผ่านเข้ามาได้น้อยนิด อากาศร้อนจนบิดเบี้ยว
สิ่งแวดล้อมทุกอย่างทำให้ผมรู้สึกอึดอัดเหลือเกิน
แบบนี้หรือเปล่าที่เรียกว่านรก ที่มาทำร้ายผมในรูปแบบของความฝัน ผมหัวเราะหึๆ เบาๆในลำคอ

'ผัวะ!!' ผมถูกไฟฉายตบอีกครั้ง ภาพบางอย่างกลับผุดขึ้นในหัว
มันปะปนกันมั่วไปหมด ใครกันนะ เพื่อนบ้าน หรือใคร กำลังลากผมออกไป
ลูกสาวผมสิ ช่วยเธอก่อน เธออยู่ตรงนั้น ช่วยเธอก่อนเถอะ อย่ามาช่วยผมเลย

"เอามันไปที่นั่นเลยดีมั้ย"
"ให้มันได้เห็นนรก ไอ้พ่อใจหิน"
"จะทำไงกับมันดี"
"เอาไงดี"

เสียงเหล่านั้นดังลั่นในหัวผม ผมไม่รู้ว่าเป็นเสียงของใคร
แต่แน่ใจว่ามันเป็นส่วนหนึ่งของความทรงจำในวันที่ผมกำลังจะตาย

'ผัวะ!!'

ลูกจ๋า พ่อขอโทษ.....

...............................



เพดานสีขาวบริสุทธิ์.........
ที่นี่ช่างเงียบเชียบและเย็นสบาย แสงแดดบ่ายที่งดงามดุจภาพเขียน
ผมดีใจสุดชีวิตเลยที่ตื่นจากฝันนั่นแล้ว กรรมตามสนองผมได้ทุกที่จริงๆ ไม่เว้นแม้กระทั่งในฝัน
ชักอยากจะเชื่อลุงแกแล้วสิ เพราะผมไม่อยากหลับอีกแล้ว
ผมมองไปที่เตียงของลุง ข้อเท้าของแกขยับหมุนครึ่งรอบสลับไปมาอย่างช้าๆ ในขณะที่ทุกนิ้วเท้าขยัยยุกยิก
ใบหน้าของแกแสดงออกถึงอารมณ์ปิติยินดีอย่างล้นเหลือ

"ดูสิ เห็นมั้ย วันนี้ข้อเท้าขยับได้แล้ว ฮิฮิ"
"ดีใจด้วยนะลุง" ผมยิ้มให้แกด้วย

แต่ขาของผม ไม่มีความรู้สึกเลยแม้สักนิดเดียว แปลกนะ ยาที่ผมผสมอาหารกินกับลูกมันเป็นยาเบื่อหนู
มันไม่น่าจะมีฤทธิ์ทำให้เป็นอัมพาตได้ และความขี้สงสัยของผมก็เป็นสิ่งแรกที่ฟื้นตัว
ผมเริ่มมองไปรอบๆ สัมผัสได้แค่แสงจริงๆ เสียงและกลิ่นตอนนี้ไม่มีเลย แม้แต่เสียงขาวตามธรรมชาติ
หรือฝุ่นละอองแม้สักเม็ดก็ไม่เห็น อาจจะเป็นเพราะโรงพยาบาลที่นี่สะอาดอย่างแท้จริง
แต่มันก็แปลกนะ พยาบาลมีอยู่เพียงคนเดียว ประตูไกลที่มีม่านสีขาวบังนั่นก็ดูลึกลับ
ความคิดพวกนี้เริ่มรบกวนสมองผมแล้วสิ ผมมองหาหนังสือหรืออะไรก็ได้ที่พอจะทำให้เพลิดเพลินขึ้นบ้าง
โชคดีจริงๆ มีหนังสือเนชันนอลจีโอกราฟฟิคที่ผมชอบอ่านวางอยู่ในไซด์สแตนด์กองนึง
น้ำลายผมแทบหกเลยทีเดียว ผมเอื้อมมือไปจะเปิดลิ้นชักพลาสติคใส แต่มันเปิดไม่ออก
จะว่าไป เหมือนมันไม่มีที่เปิดแฮะ....ไม่ใช่บานเลื่อน ไม่ใช่บานเปิดด้วย เหมือนเป็นพลาสติคใสแผ่นเดียว
แปะไว้หน้าลิ้นชัก โปร่งใสมองเห็นหนังสือข้างใน แต่หยิบมาอ่านไม่ได้ ทำผมหงุดหงิดได้มากทีเดียว
แสงที่ลอดผ่านหน้าต่างข้างหัวเตียงลุง เป็นแสงแดดยามบ่ายอีกแล้ว นี่แปลว่าตั้งแต่หลังกินข้าวเมื่อวาน
ผมก็นอนยาวมาเลย เกือบยี่สิบสี่ชั่วโมงเลยงั้นหรือ........

"นายฝันร้ายใช่มั้ยพ่อหนุ่ม" เสียงลุงทำลายความฟุ้งซ่านในสมองผม
"ฝันร้าย ฝันสิลุง ทุกครั้งที่ผมหลับนั่นแหละ"
"คนฝันร้ายน่ะ ย่อมมีอดีตที่เลวร้าย"
"ลุงก็ด้วยหรือ ลุงทำอะไรมาล่ะ"

ลุงแก่ถอนหายใจเฮือกใหญ่ และบ่ายหน้าหนีผม แกมองออกไปนอกหน้าต่าง และไม่ได้พูดอะไร
บางทีผมก็อิจฉาโลเคชั่นของลุงแกนะ อย่างน้อยก็ใกล้หน้าต่าง ผมลองมองไปที่ไซด์สแตนด์ของลุง
เหมือนกับของผมไม่มีผิด ฝาพลาสติค อาจจะกระจก โปร่งใสแต่ไม่มีที่จับใดๆ ข้างในนั้นมีแต่รูปภาพ
ใส่กรอบบ้างไม่ใส่บ้าง มากมายหลายรูป

"ได้เวลาทานข้าวแล้วค่ะ"

พยาบาลสาวสวยเข็นรถสำรับไปทางลุงก่อน กลิ่นอาหารยังคงหอมเตะจมูก
ตั้งสำรับเสร็จเรียบร้อยก็ถึงตาผมบ้าง พะโล้ ปลาช่อนผัดคึ่นไฉ่ ต้มจืดหมูบะฉ่อ และลูกตาลลอยแก้ว
กับข้าวเหมือนเดิมเลยแฮะ แต่มันหอมจริงๆ ถึงจะซ้ำก็ไม่เป็นไรล่ะ
ผมมองดูเธอเดินสะบัดก้นออกไปทางประตูไกล ก่อนจะตักพะโล้ราดข้าวสวยควันฉุยเข้าปาก
ความอร่อยทำให้ความสงสัยของผมคลายลงสักพัก จนเมื่อพยาบาลกลับมาอีกครั้ง
ถึงเวลาที่ผมจะต้องกินยา ครั้งนี้ผมไม่กิน ผมอมไว้ใต้ลิ้น เมื่อพยาบาลเดินกลับเข้าห้องเล็กไปผมก็คายทิ้ง
เสียงลุงคนนั้นหัวเราะหึๆ แกคงเห็นเรื่องที่ผมทำ





-------------------------------------------------------------------------

กับข้าว.....
ข้าวมันไก่ที่เขาซื้อมาสองกล่อง ถูกเปิดวางรออยู่บนโต๊ะกินข้าวจนเย็นชืด
เขานั่งรอเวลา เขารออย่างอื่นด้วย และในขณะรอ เขาไม่สามารถจะทำอะไรได้อีก นอกจากรอ และรอ
ความคิดของเขาวกไปวนมาอยู่ในสมองตื้อๆ โต๊ะกินข้าวกว้างไม่มาก ห้องอับร้อน หน้าต่างถูกปิดทุกบาน
จนกระทั่งเด็กสาววัยรุ่นกลับเข้าบ้านมา เขาเอ่ยปากชวนเธอกินข้าว ทั้งคู่แสร้งว่ามันเป็นกิจกรรมของครอบครัว
แม้เธอจะแปลกใจเล็กน้อยที่ข้าวมันไก่นี้ถูกคลุกเคล้าจนข้าวกับไก่ผสมปนเปไปหมด แต่เธอก็กินมันด้วยความหิว
อาหารมื้อสุดท้าย.......
เขาอาจจะผสมยาผิดสูตร เพียงคำสองคำทั้งคู่ก็เกิดอาการเสียแล้ว มันเร็วไปนิดนึง......



กับข้าว.....อีกแล้ว

พะโล้ ปลาช่อนผัดคึ่นไฉ่ ต้มจืดหมูบะฉ่อ และลูกตาลลอยแก้ว
ผมกินแบบนี้มาหลายสิบวันแล้ว ผมเบื่อจนแค่ได้กลิ่นมันก็แทบจะอาเจียน
ที่นี่เริ่มทำร้ายผมแล้ว มันกัดกินผมอย่างช้าๆ สภาพที่ดูสวยงามสะอาด แต่เป็นอยู่แบบนั้นทุกวัน
แสงแดดยามบ่ายแรงเท่าเดิมทุกวัน และเวลาหลังจากนั้นจนผมหลับ แดดนั่นไม่เคยเบาแรงลง
ดีอยู่อย่างเดียว ผมไม่ได้กินยานั่น แม้จะหลับไปเองได้แต่ก็ไม่ฝันร้ายอีกเลย ส่วนร่างกายท่อนล่าง
นิ้วเท้าผมเริ่มขยับได้แล้ว ส่วนลุงเตียงตรงข้าม แกขยับได้แทบทั้งขาแล้ว แกสดชื่นขึ้นมาก
ผมเห็นลุงแกรอวันเวลาที่จะลุกเดิน ผมก็เฝ้ารอบ้างแล้ว อยากรู้เหลือเกินว่าหลังประตูเลื่อนนั่นมีอะไรอยู่


"วันนี้มีกิจกรรมเพิ่มนิดนึงนะคะ ได้เวลาเปลี่ยนฟูกแล้ว ทางโรงพยาบาลเราเปลี่ยนทุกสามเดือนค่ะ"

เอาละสิ ยาของผมอยู่เต็มใต้ฟูกเลย ของลุงก็ด้วย
แน่นอนว่าลุงจะต้องขัดขืนเป็นแน่ ผมเฝ้าดูอยู่ฝั่งตรงข้าม รู้สึกใจฝ่อๆชอบกล
พยาบาลสาวสวยร่างไม่ใหญ่โต กลับอุ้มร่างลุงขึ้นวางบนเตียงล้ออย่างง่ายดาย
ลุงพยายามขัดขืนแต่ไม่สำเร็จ เธอเริ่มเอาผ้าปูที่นอนออก พับฟูกขึ้น จึงได้เห็นเม็ดยามากมายในที่สุด
เสียงกรี๊ดดังลั่นของพยาบาลนั่นทำให้ผมตกใจเฮือก...... ทำไมต้องส่งเสียงดังขนาดนั้น

"มึงไม่กินยา ทำไมมึงไม่กินยา!!!" เธอตะคอกใส่ลุงจนแกตกใจกลัวแทบจะขนหัวลุก
"กูถามว่าทำไมมึงไม่กินยา!!"

ผมเห็นลุงแกกลัวจนหัวหดก็ว่าได้ ริมฝีปากสั่นระริก ไม่กล้าพูดอะไรสักคำ

"เดี๋ยวมึงโดนแน่!!" พยาบาลตะคอกลุงเสร็จก็หันควั่บเดินจะกลับไปที่ห้องเล็ก แต่เธอหันมาทางผมก่อน
"มึงด้วยหรือเปล่า เดี๋ยวมึงโดนด้วย!!!" เธอตะคอกใส่ผมด้วย แต่ที่น่าพรั่นพรึงยิ่งกว่าสุ้มเสียงแหบกร้านนั้นก็คือ

ใบหน้าอันบิดเบี้ยวไปด้วยความโกรธ กล้ามเนื้อถูกบังคับด้วยโทสะอารมณ์จนหมดสวย และยังดูดุร้ายเหมือนสัตว์ป่า
ปากสีแดงสดของเธอเหมือนอาบเต็มไปด้วยเลือด
ในขณะที่เธอกลับห้องเล็กไป ผมพยายามชันตัวจะลุกขึ้นให้ได้ แต่ยากเหลือเกิน เพราะร่างกายส่วนล่างนั้นไม่มีแรงเลย
แต่ยังไงผมก็ต้องหนีให้ได้ เพราะสัญชาติญาณผมบอกว่า ที่นี่อันตรายเกินไปแล้ว
ไม่ทัน....พยาบาลคนนั้นเดินออกมาพร้อมกับยาสองเข็ม เธอก้าวพรวดๆ ใบหน้ายังคงบูดบึ้งน่ากลัว

"มึงต้องหลับ เข้าใจมั้ย มึงต้องหลับ นี่แน่ะ!!"

ผมเห็นเธอปักเข็มเข้าที่หน้าอกของลุงอย่างแรง กดฉีดยาเข้าไปโดยไม่ไล่อากาศเสียก่อน เป็นภาพที่น่าสยดสยองมาก
จนเธอหันมาทางผม มันสยองยิ่งกว่าเดิม เธอก้าวพรวดๆมาจนถึงผม

"ฉ...ฉีดที่แขนได้มั้ยครับ"

เธอง้างแขนขึ้น แล้ว.................



------------------------------------------------------------------------------

ความร้อนอบอ้าวเป็นสัมผัสแรกที่ร่างกายผมรับรู้
ผมลืมตาขึ้นมาแล้วค่อยรู้สึกเจ็บข้อมือ.....โอ้ ที่นี่ ในโกดังเดิม ผมฝันหรือนี่....
ผมเริ่มแยกไม่ออกแล้วว่าความฝันหรือความจริงน่ากลัวกว่ากัน......
แต่... ถ้าที่นี่คือความฝัน ผมก็...

"มันลืมตาแล้ว"
"........."
"ว่าไง มีอะไรจะพูดกับมันมั้ย"
"ไม่มี"
"มันทำกับเธอขนาดนี้จะไม่ด่ามันหน่อยรึไง"
"ฉัน......ไม่รู้สิ"
"งั้นปล่อยฉันจัดการเองเอามั้ย"
"เธอจะทำอะไรเขา"
"ฉันจะฆ่ามันช้าๆ"

ลูกสาวกับลูกเขย สนทนาพาทีหาทางจัดการกับผม ฝันหนอฝัน ขนาดฝันผมยังซวย
แต่เสียใจด้วย ผมโชคดีอยู่อย่างนึง ที่ว่านี่คือความฝันของผม ผมจะทำยังไงก็ได้
ผมแก้เชือกที่มัดข้อมือออกโดยง่ายดาย อย่างกับว่าพวกนั้นมัดไว้ไม่แน่นพอ
ลังน้ำมันที่ผมนั่งพิงอยู่นี้ ผมภาวนาในมีไม้แอบซ่อนอยู่ ให้ผมพอจะหยิบจับมาใช้ได้สะดวก
ไม่สิ ผมเปลี่ยนใหม่ ผมขอให้มันมีปืน....

"หึหึหึ...เพลินเชียวนะไอ้ลูกเขย มันคงไม่ง่ายอย่างนั้นหรอกมั้ง"

แล้วผมก็ชักปืนออกมายิงเข้าไปที่กลางหน้าอกของลูกเขยตัวดีจนหมดโม่
'เปรี้ยงๆๆๆๆๆ!!' เสียงปืนดังกลบเสียงกรีดร้องของลูกสาวผม
เหยื่อไม่ทันได้พูดอะไร ไม่ทันได้พิศวงว่าผมเอาปืนมาจากไหน มันก็สิ้นใจตายตาไม่ทันหลับ
ทันใดนั้นผมก็รู้สึกมึนหัวกบาลอย่างหนัก เหมือนถูกฟาดด้วยของแข็งอย่างแรง
ลูกสาวผมเอง ผมหันไปเห็นเธอถือไม้หน้าสามเปื้อนเลือดผมอยู่
เธอฟูมฟายไม่ได้ศัพท์ เสียใจมากสินะที่ผัวตาย ทีมันจะฆ่าพ่อกลับทำเฉย
ผมอยากจะร้องไห้เหลือเกิน แต่สติของผมกลับดับวูบไปเสียก่อน.................


------------------------------------------------------------------------------




ผมตื่นขึ้นมาในห้องสีขาวของโรงพยาบาลที่ไหนสักแห่ง.....
มันดูโล่งสะอาดตา กลิ่นน้ำยาอะไรหลายอย่างผสมปนเปในประสาทรับกลิ่น

"โอ้พระเจ้า ฝันร้ายผ่านพ้นไป ยังต้องมาเจอกับโรงพยาบาลประหลาดนี่อีกหรือ" ผมพึมพำ
"ฝันเหรอ นายคงเข้าใจผิดไปแล้วล่ะไอ้หนุ่ม นี่ต่างหากล่ะความฝัน" ลุงพูดกับผม
"หือ???"
"เชื่อมั้ยล่ะ ถ้าไม่เชื่อ ลองอ่านป้ายชื่อที่ติดอยู่ที่หน้าอกพยาบาลสิ อ่านมันสองรอบ รอบที่สองชื่อจะไม่เหมือนเดิม"
"ทำไมงั้นล่ะลุง"
"เพราะเรากำลังฝันอยู่ไง ในฝันน่ะ คำเขียนต่างๆจะเปลี่ยนไปทุกครั้งที่อ่าน"
"นี่ลุงคิดอย่างนั้นจริงๆเหรอ"
"นายไม่แปลกใจเลยเหรอ ทำไมเวลาที่นี่ไม่เคยเปลี่ยน บ่ายแก่ๆอยู่ทุกวัน ไม่เคยค่ำไม่เคยเช้า"
"นั่นสินะ"
"ใครบางคนกำลังลงโทษเราจากบาปที่เราก่อ ฉันเป็นคนที่ฆ่าสมาชิกในครอบครัวตาย
ดูสิ มันมีรูปพวกเขาในลิ้นชักนั่น คอยย้ำเตือนสำนึกบาปของฉัน แต่ฉันหยิบมันออกมาดูไม่ได้
ความสุขเพียงอย่างเดียวคือการได้กินอาหาร กลับต้องกินซ้ำกินซากอยู่อย่างนั้น
กินเสร็จก็จะถูกทำให้หลับและฝันเห็นบาปที่เราเคยกระทำ ทรมาเหลือเกิน"
"ฝันซ้อนฝันรึ??"
"ไม่รู้สิ แต่มันเป็นฝันร้ายที่กัดกินหัวใจฉันเหลือเกิน"
"ผมก็ด้วย..."



ฝันเหรอ........

ผมไม่ฝันอีกแล้ว คราวนี้ผมเปลี่ยนจากคายยาทิ้งแล้วยัดใส่ใต้ฟูกมาเป็นกำไว้ในมือโดยไม่ได้ส่งมันเข้าปากตั้งแต่แรก
แกล้งทำเป็นกลืน จริงๆแล้วกลืนไปแต่น้ำ หลังจากนั้นผมใช้มือและน้ำลายละลายเม็ดยา ถูจนมันแห้ง แล้วขูดมันออกจากมือ
ใช้ลมปากเป่าเศษผงยาให้กระจายไปเป็นฝุ่นละอองซึ่งยากที่จะมองเห็นได้ ลุงก็ทำเหมือนกับผม
พวกเราทำแบบนี้มาเป็นเดือนๆแล้ว แม้จะทรมานกับสภาพของที่นี่ อาหารที่เหมือนเดิมทุกมื้อ
แต่เราก็มีความหวังที่จะหนีออกไป เป้าหมายคือประตูไกลโน่น เพียงขาผมใช้การได้เมื่อไหร่ละก็......



"ได้เวลาทานข้าวแล้วค่ะ"

พยาบาลสาวสวยเข็นรถสำรับไปทางลุงก่อน เหมือนอย่างทุกวันที่เคยเป็นมา แล้วค่อยเดินมาส่งสำรับให้ผม
เธอค่อยๆยกถาดกับข้าววางลงที่โต๊ะพับของผมด้วยใบหน้ายิ้มแย้มที่ผมหวาดผวาและไม่เชื่อใจ
เธอไม่รู้หรอกว่าเบื้องหลังของเธอมีใครอยู่ ลุงนั่นเอง ลุงเดินได้แล้ว แกลุกเดินมาพร้อมกับถาดกับข้าว
ผมยิ้มออกเมื่อเห็นแกเงื้อถาดกับข้าวขึ้น แล้วฟาดลงบนหัวกบาลเธออย่างแรงจนเธอล้มลงสิ้นสติ
ผมรีบขยับขาตัวเอง แต่มันขยับได้เพียงแค่ข้อเท้า ยังไงก็ตาม ผมจะต้องหนีให้ได้ ผมพยายามพลิกตัว
แม้จะตกเตียงแล้วคลานด้วยมือผมก็ต้องไป ลุงล่วงหน้าไปก่อนแล้ว แกค่อยๆเดินไปทางประตูเลื่อนนั้น
ผ่านพื้นที่ยาวของห้อง แกห่างไกลจากแสงแดดเข้าไปทุกที พื้นที่ตรงนั้นดูมืดมิดขึ้นทุกขณะ
แต่นั่นแหละ จุดหมายของเรา ผมมองเห็นลุงแกเลื่อนประตูแล้ว สายลมแผ่วเบาพัดผ่านเข้ามาจนผมของแกพะเยิบ
ผ้าม่านสีขาวสะบัดเบาๆด้วยแรงลม ข้างนอกนั่น มีอะไรกันนะ.....
ลุงยังคงเปิดประตูนั่นค้างไว้ แกไม่เดินออกไป แต่กลับยืนนิ่งอยู่อย่างนั้นร่วมหลายนาที ก่อนจะปิดมันแล้วเดินหันหลังกลับมา
แกเดินคอตก สีหน้าแววตาดูสิ้นหวังสุดขีด แกเดินช้าๆมาจนถึงหน้าต่าง

"อ้าว ทำไมไม่ไปล่ะลุง มีอะไรเหรอ"
"......"
"ไม่หนีแล้วเหรอลุง"

ไม่มีคำตอบจากปากของลุง แกกลับเดินต่อไปจนถึงหน้าต่าง แล้วค่อยๆปีนมัน

"เฮ้ๆ ลุง จะทำอะไรน่ะ"

แกไม่รอให้ผมพูดจบประโยคก็กระโดดลงไปเสียแล้ว ผมตกใจจนพูดอะไรไม่ออก
ฝัน...นี่เป็นความฝันแน่ๆ ฝันแน่นอนแล้ว มันประหลาดเกินไป
ผมอยากหลุดออกไปจากที่นี่ หลังประตูนั่นมีอะไรกันนะ ทำไมลุงถึงไม่หนีออกไป
แล้วผมจะหนียังไงดีเนี่ย.....

ท่ามกลางความสับสนในใจ ร่างของพยาบาลสาวที่โชกเลือด ลุกยืนขึ้นมาอีกครั้ง
สภาพดูราวกับปีศาจ เลือดแดงอาบย้อมชุดขาวจนแดงฉานไปหมด ใบหน้ากลับมาบูดเบี้ยวอีกครั้ง
เธอจับคอเสื้อผมแล้วกระชากตัวผมลงจากเตียงด้วยเรี่ยวแรงมหาศาล ไม่สนใจว่าผมจะเป็นอย่างไร
เธอลากผมไปเรื่อยๆ เสียงร้องของผมคงไม่ผ่านเข้าหูเธอแม้แต่น้อย
ผมถูกลากเข้าไปในประตูเล็ก ห้องที่เธอนำอาหารและยาออกมาให้ผมกินนั่นแหละ
แต่....โอ้พระเจ้า!! ที่นี่มัน!!!
มีแต่เครื่องจักรขนาดใหญ่ มันกำลังผลิตกับข้าว ยา และน้ำ เป็นเครื่องจักรกลหน้าตาแปลกพิศดาร
บางชิ้นก็เหมือนเครื่องทรมานคน บางชิ้นมีอะไรบางอย่างคล้ายๆอาวุธแหลมคมรูปร่างประหลาดติดไว้
ผมคิดแว่บขึ้นมาในใจ ผมจะต้องโดนไอ้นั่นหรือเปล่าเนี่ย!
เสียงเครื่องจักรทั้งหลายส่งเสียงเอี๊ยดอ๊าดระงมไปหมด
โธ่...เวรกรรมอะไรโว้ย ทำไมผมถึงต้องมาเจออะไรแบบนี้ด้วย!!
ใครก็ได้ ช่วยผมที ถ้านี่เป็นความฝันก็ปลุกผมให้ตื่นที ช่วยผมด้วย!!!





.....

พยาบาลร่างโชกเลือด เธอลากผู้ชายคนนั้นขึ้นเตียงเหล็ก
มัดมือและเท้าของเขาด้วยเครื่องมืออัตโนมัติ มันขึงพืดเขาให้ขยับไม่ได้
เครื่องมืออัตโนมัติต่างๆผุดโผล่ขึ้นมาจากใต้เตียงราวกับมือปีศาจ มันปิดปากไม่ให้เขาร้อง
บางชิ้นเป็นสว่านเล็กๆคอยเจาะร่าง บางชิ้นเป็นมีดเล็กๆคอยกรีดผิวหนัง ไม่ลึกหรอก ตื้นๆ
บางชิ้นเป็นค้อนเป็นตุ้มเหล็กเหวี่ยงทุบร่าง แต่ทีเด็ดก็คือ จักรกลขนาดใหญ่ สูงราวสองเมตร
มันกำลังเคลื่อนที่เข้ามา ระยางนับสิบของมันติดอาวุธแปลกๆทุกอัน มีทั้งเครื่องช็อตไฟฟ้าที่ไฟยังแล่บแปล๊บ
มีดขอหยัก ใบตัดไฟฟ้าที่หมุนเร็วและเสียงดังลั่น เลื่อย คีม กรรไกร
ไม่รู้ว่าเขาเจ็บปวดทรมานเท่าไร หวาดกลัวแค่ไหน แต่ร่างกายเขาสั่นสะท้าน
ดวงตาของเขาเบิกโพลง ถ้านี่เป็นฝันร้ายละก็.... เขาคงไม่อยากจะหลับอีกแล้ว



------------------------------------------------------------------------------



ฝันรึ....

ผมตื่นขึ้นมา..........ในโกดัง เลือดของผมเหนียวเป็นเจลาติน แสดงว่ามันผ่านมาไม่กี่ชั่วโมงหลังจากผมถูกลูกสาวตี
ที่แท้นี่คงเป็นความจริงสินะ ผมแทบจะฉีกยิ้มจนถึงหู ผมดีใจเหลือเกินที่ตื่นขึ้นมาได้เสียที
สิ่งแรกที่ผมมองหาคือลูกสาวของผม เธอนอนฟุบหลับอยู่บนร่างของแฟนเธอ
ผมเริ่มเรียบเรียงเหตุการณ์ใหม่
ผม....

ผมไม่ตายสินะ คงมีคนช่วยผมกับลูกสาวไว้ทัน
ก่อนที่ผมจะถูกพามาที่นี่ เพื่อมาจัดการอะไรสักอย่าง
แปลก ที่ผมแก้มัดตัวเองได้แล้วมีปืนตกอยู่แถวนั้น เป็นเรื่องบังเอิญหรอกหรือ
ยังไงก็ตาม ผมต้องออกไปจากที่นี่ให้ได้ก่อนล่ะ
ผมพยุงร่างตัวเองลุกขึ้น เรี่ยวแรงไม่ค่อยมีแต่ก็ยังพยุงร่างลูกสาวเดินออกไปด้วย
ประตูโกดังอยู่ห่างแค่ไม่กี่สิบเมตร แต่ดูเหมือนมันจะไกลเหลือเกิน
ผมพาสองร่างเดินไปสู่ทางรอด อีกไม่นานผมก็จะได้กลับไปใช้ชีวิตเหมือนเดิมแล้ว
คราวนี้ผมจะสู้กับปัญหา จะไม่คิดสั้นอีก ผมจะดูแลลูกสาวคนนี้ให้ดี ผมจะขอโทษเธอ
ผมจะทำทุกอย่างเพื่อเธอ.....ลูกรัก อภัยให้พ่อเถอะนะ



'กึกๆ ครืด......'
'กึกๆ ครืด......'

'แกร๊กๆ แกร๊ก พรืด.....'

เขาเปิดประตูโกดัง สายลมอ่อนๆพัดผ่านเข้ามา
ร่างของลูกสาวที่เขาพยุงไว้หล่นลงพื้นดังตุ้บ เขาเสียแรงฮึดเฮือกสุดท้ายไปแล้ว
เขายืนมองออกไปข้างนอกสักพักก็หันหลังกลับ เพราะไม่มีความหวังใดๆเหลืออยู่เลยนอกประตูนั่น
เขาเดินคอตกกลับมาตรงที่ที่เขาเคยถูกมัดไว้ ใบหน้าของเขาหมองหม่นและหดหู่
หยิบปืนขึ้นมาจ่อขมับ แล้วเหนี่ยวไก 'แก๊ก แก๊ก แก๊กๆๆ' มันไม่มีลูก
เขาเปลี่ยนแผนใหม่โดยการล้มถังน้ำมันที่วางอยู่นั้น เทน้ำมันจนนองพื้น
เขาล้มตัวลงนอน แล้วหยิบไฟแช็คในกระเป๋าเสื้อขึ้นมา ก่อนจะจุดมันแล้ววางลงกับพื้น


................................................




นส.เหรียญ

ไม่มีนามสกุลหรือ....

นส.เหรียญ ชื่อบนป้ายชื่อของพยาบาลคนนั้น เธอกำลังเช็ดตัวให้ผม
ผมเพิ่งได้สติ แต่.....ที่นี่มัน ห้องพยาบาลสีขาว.......ที่เป็นสี่เหลี่ยมผืนผ้าทรงยาวเกินไป
กลิ่น เสียง แสง ทุกอย่างเหมือนห้องพยาบาลในฝันไม่มีผิดเพี้ยน
ผมอ่านชื่อเธอแล้วหลับตาลง เดี๋ยวสักพักผมจะลืมตาขึ้นมาอ่านมันอีกครั้ง
ผมภาวนาให้มันยังคงเป็น นส.เหรียญ เหมือนเดิม


TheGreadt

วันอาทิตย์ที่ ๒๔ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๕๓

งานเลี้ยงรุ่นที่ไม่มีผม

"ขณะนั้นเป็นเวลา น่าจะเกือบหกโมงเช้าแล้ว ที่ภารโรงเขาเดินมาเปิดหน้าต่างห้องเรียน แล้วเห็นผมกับเธออยู่ในนั้น กำลัง..... ผมคิดในใจ อะไรวะ ตูอุตส่าห์มาแต่เช้ามืด แต่ไม่มีอะไร ภารโรงแกปิดหน้าต่างให้เราต่อกันอีกสักพัก ที่พูดเรื่องนี้เพราะระหว่างเราในตอนนั้น มันคือรักครั้งแรก ที่ไม่เคยคิดว่ามันจะมีจริง แม้จะดูเหมือนเป็นรักข้างเดียว มันเกิดขึ้นตอนเราอยู่ ม.4 จะว่าไป ผมพูดได้เลยว่าเราไม่เคยคุยเรื่องรักกัน เราไม่เคยจู๋จี๋อย่างคนรัก นัดเจอกันก็มีแต่ติวหนังสือ
เซ็กส์เป็นอะไรที่อยู่ดีๆก็เกิดขึ้นเอง ในวันที่ผม เธอ และเพื่อนสามสี่คนไปทำงานกลุ่มที่บ้านของเธอนั้น เที่ยงคืนกว่า ท่ามกลางฝูงเพื่อนที่หลับเป็นตาย ผมนั่งดูดบุหรี่ เซนส์บางอย่างทำให้ผมนอนไม่หลับ เหมือนผมจะรู้ว่าเธอก็นอนไม่หลับเช่นกัน เป็นเวลานานอยู่ที่ผมนั่งดูดบุหรี่อยู่อย่างนั้น พร้อมกับฟังวิทยุไปด้วย ครุ่นคิดและพยายามตัดสินใจอะไรบางอย่าง และคิดออกหลังจากบุหรี่หมดไปสองซอง ผมเดินขึ้นไปชั้นสอง ห้องที่เธอนอน ใช่ครับผมคิดไม่ผิด เธอแง้มประตูไว้ ผมเปิดประตูเข้าไป เห็นเธอนั่งอ่านหนังสืออยู่บนโต๊ะทำงาน มันคงถึงเวลาแล้ว โดยที่เราไม่พูดอะไรกันสักคำ ผมโผเข้าไปจูบเธออย่างเร่งร้อน และนั่นคือครั้งแรกของเราทั้งคู่
ผมเป็นนักเรียนแก่ เพราะก่อนจะมาเรียน ม.4 ผมไปเถลไถลใช้ชีวิตบนวิถีทางของตนเองมาเสียสองปีจึงคิดกลับมาเรียน สมัยนั้นการเอนทรานซ์ง่ายกว่าตอนนี้เยอะ สอบเทียบแปดวิชาผ่านก็มีวุฒิ กศน. และเอ็นทรานซ์ได้ ผมกับเธอเลือกแปดวิชาไปสอบเทียบผ่านตั้งแต่เทอมสองของ ม.4 เราสองคนช่วยกันอ่านช่วยกันติว พากันไปเรียนพิมพ์ดีดเพราะเลือกวิชานี้มาเทียบโอนแทนวิชาที่เราอ่อน เป็นช่วงเวลาที่แทบจะมีความสุขที่สุดในชีวิตของผม เช้าตื่นมา ตั้งหน้าตั้งตาทำตัวเองให้หล่อที่สุด ออกไปเรียนพิมพ์ดีด นัดเจอเธอที่ร้านโจ๊กแถวสุขุมวิท7 เป็นโจ๊กเนื้อที่อร่อยสุดยอด กินเสร็จจะต้องแวะนั่งร้านนม นมที่นี่ไม่รู้ผลิตอย่างไร มันสดและมัน แบบไม่เคยกินที่ไหนอร่อยเท่า นั่นเป็นกิจกรรมก่อนเริ่มเรียน และหลังเลิกเรียนเราจะไปดูหนังกัน หนังอะไรไม่เคยสนใจ ขอให้ได้ดูด้วยกัน ขากลับถ้าไม่ลงแวะม่านรูดถูกๆแถวอนุสาวรีย์ชัยฯ ก็คือตรงกลับบ้านใครบ้านมัน ผมอยู่ดอนเมือง เธออยู่สะพานใหม่ เราแยกกันตรงเกษตร
ดูสิ ดูชีวิตเรา แบบนี้เรียกว่าเป็นแฟนกันได้หรือยัง? ผมอะตู่ไปเองเรียบร้อยแล้ว เพราะมันครบสูตรหมดแล้ว คิดถึงกัน เป็นห่วงกัน หายใจเข้าออกเป็นกันและกัน มีเซ็กส์ ออกเดท เที่ยวด้วยกัน ปกป้องกันและกัน แบบนี้ผมว่าถึงผมจะตู่ก็ไม่น่าจะผิดนะ เพียงแค่เราไม่ได้พูดกันเป็นกิจจะลักษณะ จนวันหนึ่งที่ร้านสเต็คที่เกษตร อยู่ดีๆเธอบอกผมว่าเธอมีแฟน เป็นเพื่อนร่วมห้องนั่นแหละ ผมน่ะสังเกตเห็นแล้วว่าเธอเปลี่ยนไป จากที่โทรคุยทุกวัน สายเริ่มไม่ว่าง มีเวลาคุยกับผมก็ตีสองกว่า คุยแป๊บเดียวก็จะหลับ เที่ยวด้วยกันน้อยลง แถมผมเอ็นฯไม่ติด แต่เธอติด ผมรู้สึกเหมือนเป็นดาวบริวารของเธอ แต่กำลังโคจรไปพร้อมแรงหนีศูนย์กลาง ห่างออกไปจากเธอเรื่อยๆ เรื่อยๆ แต่ผมไม่พูดและไม่ถามอะไร ตราบใดที่เรายังคงได้ทำในสิ่งที่เคยทำร่วมกันมา แม้จะไม่ค่อยถี่เท่าเมื่อก่อน และผมก็ไม่พูดอะไรอีกครั้งหลังจากที่เธอพูดเรื่องนั้นออกมา ผมจิบกาแฟร้อน สองอึกใหญ่ๆ เหมือนคัตเตอร์เป็นพันเล่มเชือดเฉือนหลอดคอ แต่ไม่เจ็บปวด เพราะในใจมันปวดร้าวยิ่งกว่า แล้วหลังจากนั้น ไม่ว่าเธอถามอะไร พูดอะไร ผมไม่ได้ยินสักคำ หูมันอื้อ ผมรีบร้อนปลีกตัวกลับบ้าน แอบเห็นเธอน้ำตาซึม

นับตั้งแต่นั้นมาอีกห้าสิบชั่วโมง ผมไม่ได้หลับ และไม่ได้กินอะไรเลย ในหัวสมองมันยุ่งไปหมด เหมือนมีขดลวดหนามหลากสีถูกปั่นหมุนๆอยู่ข้างใน ผมโกรธ แต่ไม่ได้โกรธเธอ โกรธตัวเอง แต่โกรธไอ้มือที่สามมากกว่าหลายร้อยเท่า ผมโทษแต่มัน โทษแต่มัน ผมร้องไห้แบบไม่มีเสียง แต่น้ำตาไหลออกมาไม่หยุด ไม่ใช่เพราะความเศร้า มันเป็นน้ำตาแห่งความแค้น มันบันดาลให้ผมคิดร้ายถึงขนาดในวันกีฬาสีในปีที่เพื่อนๆเราอยู่ ม.5 ผมไปช่วยเขาตกแต่งสแตนด์เชียร์ ผมเตรียมปืนไปยิงมันด้วย แต่ก็ไม่ได้ยิงหรอก เอาเข้าจริงผมก็ไม่กล้า เจอกันก็พูดคุยปกติ ทั้งสามคน ไม่มีใครรู้ ไม่มีใครเห็น ว่านิ้วมือผมกระดิกอยู่เป็นพันๆครั้ง นั่นผมเหนี่ยวไกในจินตนาการนะ

ปีแล้ว อีกปีเล่า ที่ยังเอ็นฯไม่ติด ผมเลือกโบราณคดีประวัติศาสตร์ศิลปะ ศิลปากร สองปีซ้อน ไม่ติด ไปสอบเข้าเพาะช่าง ยังคงไม่ติด ผมคิดว่าเราอาจจะหวังสูงเกินไป ผมจึงตัดสินใจ ละทิ้งทางแห่งบัณฑิต แล้วกลับไปมีชีวิตแบบเดิมๆ เหมือนก่อนที่จะคิดเรียนหนังสือ ผมเล่นดนตรี อยู่กับกิเลส ชีวิตกลางคืน ดูเหมือนนี่จะเป็นรูปแบบชีวิตที่แท้จริงของผม ส่วนเธอคนนั้น หลังจากผ่านเหตุการณ์นั้นมาไม่นานเราก็คุยกันปกติ เพียงแค่เรายุติความสัมพันธุ์ฉันท์แต่ก่อนไปเสียหมดสิ้น ผมยังคงปลอบใจเธอยามที่เธอถูกมันทิ้ง ผมไปเฝ้าดูแลเธอในวันที่เธอต้องไปรับน้องไกลถึงระยอง และผมเองที่เป็นคนเอาปืนไปจี้พวกรุ่นพี่เพื่อลักพาเธอกลับบ้าน ข้อหารับไม่ได้จริงๆกับการกระทำห่ามๆของคนพวกนั้น ผมยังคงเป็นที่เกลียดชังของเด็กในคณะของเธอ ด้วยเรื่องที่ก่อขึ้นนั้นแล้ว ยังมีสารรูปแบบพังค์ผมยาวๆ แต่งตัวกอธิค เวลาผมไปหาเธอ รับไปคุยกันกินข้าวกัน เพื่อนพวกนั้นจะหนีห่างอย่างกับผึ้งแตกรัง และสุดท้ายผมเป็นฝ่ายที่ห่างออกมาจากชีวิตเธอเอง ตั้งแต่รู้ตัวว่าผมมีลูกอายุสามขวบเข้าไปแล้ว ก็เริ่มรับผิดชอบครอบครัว เป็นความแปลกใจเล็กๆ ผสมความตื่นเต้น ที่อยู่ดีๆเราก็มีลูกอายุสามขวบซึ่งไม่เคยรู้จักกันมาก่อน ไม่นานแม่ของเขาก็แต่งงานกับฝรั่ง พาลูกไปอยู่ไปอยู่สวีเดน และผมก็ไม่ได้เจอพวกเขาอีกเลย คุยกับลูกได้แต่ในเกมออนไลน์

ผมเริ่มทำงานจริงจัง หลายอย่าง เขียนการ์ตูน เป็นกุ๊ก ร้องเพลง เล่นดนตรี เลือกเฉพาะสายถนัด เพราะวุฒิมีแค่ กศน. และมันหายไปไหนแล้วก็ไม่รู้ นานหลายปีที่เธอหายไปจากความทรงจำของผม จนวันหนึ่งได้บังเอิญเจอเพื่อนเก่า เขาชวนผมนัดเลี้ยงรุ่นกัน ซึ่งผมไม่ว่างไป ภายหลังได้เห็นรูปในงาน ผมเห็นเธอ คนที่ผมเคยรัก เธอยังคงสวยน่ารักเหมือนเดิม ยิ้มแย้ม แต่ดูเป็นผู้ใหญ่ขึ้น น้ำตาพาลจะไหลอีกครั้งหลังจากแห้งเหือดไปเสียนาน ผมขอรูปเธอใบหนึ่งจากเพื่อน พกเก็บเธอไว้อย่างดี บางครั้งผมก็นั่งวาดรูปหน้าเธอ บางครั้งผมย้อนกลับไปในสถานที่ที่เราเคยเจอกัน บางครั้งผมก็เข้าไปนอนในม่านรูดคนเดียว แล้วนึกถึงวันเก่าๆที่เราเคยมาด้วยกัน

จนยุคสมัยผ่านไป นับจากวัยมัธยมปลาย ล่วงเลยมากว่าสิบปี ยุคนี้มีอินเตอร์เน็ตแล้ว ผมใช้ชื่อและนามสกุลเธอค้นหา ผมอยากรู้ความเป็นไปของเธอ แต่กลับได้รู้ข่าวร้าย ผมพบชื่อเธอในรายชื่อผู้ป่วยโรคหัวใจ ผมแอบคิดแว่บหนึ่ง ผมน่าจะได้ดูแลเธอให้ดีกว่านี้นะ ผมกับเธอมันยังไม่จบสิ้นกัน ผมคิดมาตลอด เรายังไม่เคยได้พูดคำว่ารักหรือแม้แต่คำว่าเลิกกัน เราหายจากกันไปเฉยๆ ผมอ่านสะกดชื่อเธอนับสิบครั้ง ความรู้สึกและกลิ่นของความตายเยื้องกรายเข้ามาสู่หัวสมอง ผมไม่อยากให้เธอต้องตาย จริงๆนะ อะไรก็ได้ เป็นเพื่อน เป็นคนรู้จัก แม้ไม่รู้จักก็ได้ ขอให้เธอยังคงมีชีวิตอยู่ต่อไปก็พอ

หลังจากผมค้นหาข้อมูลของเธอจากหลายๆแหล่ง พบว่าเธอมีลูกแล้ว 3คน ตัวเธอเองเปิดร้านขายดอกไม้อยู่สระบุรีบ้านเกิด สามีทำงานรถไฟ ลูกๆเรียนอยู่ชั้นประถม ผมหยิบรูปเธอขึ้นมาดู รูปวาดที่ผมวาดทุกรูปก็ด้วย มีแต่รอยยิ้มของเธอ ผมดูดบุหรี่ มวนแล้วมวนเล่า มองท้องฟ้าแสงจ้าจากนอกหน้าต่าง ใช้เวลานี้คิดถึงเธอให้มากและยาวนานที่สุด ผมยอมรับนะ แม้ตอนนี้ผมก็มีเมียแล้ว แต่ไม่สามารถลืมเธอไปจากใจผมได้ ยิ่งนานวันมันยิ่งฝังลึก แต่อำนาจพลังของมันกลับยิ่งมากมายหลั่งล้นออกมาภายนอก ขับดันให้ผมรู้สึกว่าจะต้องไปพบกับเธอให้เร็วที่สุด

แต่ผมก็ไม่ได้ไป ผมไปบริจาคหัวใจให้เธอแทน ผมคิดว่านี่แหละที่ผมควรจะหยิบยื่นให้เธอ มากกว่าความรักใดๆ หัวใจของ...ผม.....นี่แหละ......"

"ห.... หัวใจ....."



เธอไม่สามารถอ่านข้อความเหล่านั้นได้อีกต่อไป เธอเริ่มร้องไห้และทรุดตัวลง เพื่อนๆพากันประคองตัวเธอไว้

ในงานเลี้ยงรุ่นที่ไม่มีผม เธอกำลังอ่านบันทึกที่ผมเขียนไว้ตั้งแต่เริ่มรักเธอใหม่ๆ

เธอไม่อายเขิน ผมสิเขิน ความลับนี้ไม่เคยคิดจะให้เธอได้มารับรู้เลยเชียวนะ ว่าผมคิดถึง เขียนถึงเธอตลอดเวลา

ในงานเลี้ยงรุ่นที่ไม่เฮฮา เป็นงานไว้อาลัยการจากไปของผม พวกเขาเศร้าสร้อย แต่ผมคิดว่าผมมีความสุขนะ อย่างน้อยหัวใจของผมก็มีประโยชน์สำหรับเธอในวันนี้และวันต่อๆไป

ทั้งๆที่ผมเคยคิดนะ ว่าหัวใจผมมันช่างไร้ค่าสิ้นดี

---------------------------------------------------------------------------------




งานเลี้ยงรุ่นที่ไม่มีผม: TheGreadt
Oct,24,2010

วันเสาร์ที่ ๒๓ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๕๓

บทวิจารณ์ เรื่องสั้นรางวัล Indy Short Story Award

บทวิจารณ์ เรื่องสั้นรางวัล Indy Short Story Award

โดย วุฒินันท์ ชัยศรี

สมาชิกกลุ่มยังไทย หมายเลข 0011

(ข้อความรวมถึงการจัดหน้าอาจแตกต่างจากต้นฉบับเนื่องมาจากข้อจำกัดของบล็อก)



อารัมภบท

ว่าด้วยการประกวด Indy Short Story จากแรกเริ่มถึงวันนี้
ไม่เกี่ยวกับบทวิจารณ์ แต่ข้อเขียนนี้เขียนด้วยความรู้สึกสำนึกผิด เพราะเมื่อแรกเริ่มคิดโครงการ ข้าพเจ้าได้ตกปากรับคำเพื่อน ๆ เป็นอย่างดีว่าจะมาอ่านและวิจารณ์งานทุกชิ้นที่ส่งประกวด
กาลเวลาผ่านไป การเรียนหนักขึ้น พรากเอาเวลาที่ควรจะอ่านและวิจารณ์งานของทุกคนที่ส่งประกวดไปหมด แน่นอนล่ะ การเรียนเป็นเพียงข้ออ้างหนึ่ง ข้ออ้างอื่น ๆ ย่อมพ่วงพร้อมมากับความเห็นแก่ตัว เช่นว่า เอาเวลาไปเขียนงานของตัวเองบ้าง เอาเวลาไปทำมาหากินบ้าง
ล่วงเลยมาหลายเดือน จู่ ๆ การประกวดก็มาถึงจุดสุดท้ายอย่างไม่รู้ตัว จวนเจียนจะมอบรางวัลกันอยู่แล้ว
ความสำนึกดีที่ยังพอมีตกค้างอยู่บ้างในใจ แม้จะมีอยู่น้อยนิด เรียกร้องให้ข้าพเจ้าทำอะไรให้สมกับที่รับปากเพื่อนไว้เสียบ้าง ก่อนที่จะกลายเป็นคนไม่รักษาสัญญา
พลันนั้นจึงตัดสินใจ เขียนบทวิจารณ์ให้แก่เรื่องที่ได้รับรางวัลยอดเยี่ยมและชมเชยประจำปี ไม่ได้หมายความว่าบทวิจารณ์นี้จะดีกว่าคอมเม้นต์ท้ายเรื่อง เพราะมันอาจเยิ่นเย้อวกวนไม่เข้าท่า สู้คอมเม้นต์ท้ายเรื่องดี ๆ หลายคอมเม้นต์ไม่ได้ด้วยซ้ำ แต่ก็อยากทำเพื่อชดเชยความผิดที่ไม่ค่อยโผล่หน้าไปคอมเม้นต์ท้ายเรื่องในเรื่องอื่น ๆ
ก่อนที่การประกวดปีนี้จะจบลง ก็อยากทำอะไรให้สมกับที่เคยพูดไว้บ้าง แม้จะไม่มากเท่ากับที่เคยตกปากรับคำก็ตามที

ว่าด้วยการวิจารณ์: ท่าทีของผู้เขียน-ผู้วิจารณ์
ไม่ว่าใครที่อยู่ในวงการวรรณกรรม แน่ล่ะ, ถ้าไม่จิตแปรปรวน ก็ย่อมมุ่งหวังให้วงการนี้ก้าวหน้า
แรกเริ่มด้วยการจัดประกวดอย่างล้นหลาม
แต่เมื่อมาถึงจุดหนึ่ง การประกวดกลับไม่ได้ช่วยให้วงการนี้ก้าวหน้าไปมากเท่าที่ควร “หนังสือรางวัล” ที่ออกมายังคงวนเวียนอยู่ที่เดิม อาจเป็นผลมาจากคนเขียนตะบี้ตะบันเขียนเรื่องเดิม หรือกรรมการหน้าเดิม ๆ ก็ไม่อาจรู้ได้
พี่โก้ SCG และลุงเนาว์ จึงเปิดประเด็นนี้ไว้ในการประกาศผลผู้เข้ารอบ (สามสิบ) หกคนสุดท้าย Young Thai Artist Award 2008 ประเด็นสำคัญ ๆ ลุงเนาว์ได้เขียนเป็นคอลัมน์ไว้แล้ว ตามอ่านได้ที่ http://www.oknation.net/blog/nowwarat/2010/08/17/entry-1 แนวคิดในวันนั้นนำมาสู่การจัดค่าย “อ่าน เขียน เรียน คิด” ปีแรก
ต่อมาจึงนำมาสู่การตั้งกลุ่ม Young Thai และการจัดประกวด Indy Short Story Award โดยมีอาร์ตี้เป็นผู้สนับสนุนหลัก/หัวเรือใหญ่/ผู้ออกทุน หรืออะไรก็แล้วแต่สุดแท้จะเรียก โดยเป้าหมายคือ การจัดประกวดเรื่องสั้นที่ไม่ได้เน้นแค่ต้นฉบับดี ๆ เท่านั้น แต่เน้นการสร้างสังคมการวิจารณ์
แรกเริ่ม อุดมคติของกลุ่มโดนย่ำยีจากบรรดานักเขียนที่ไม่เข้าใจ หาว่าพวกเราจะงุบงิบเงินค่าต้นฉบับ หรือเอาเปรียบอะไรสักอย่างด้านการเงิน ข้าพเจ้าก็ไม่เข้าใจ แต่ฟัง ๆ แล้วมันก็คงเป็นไปได้ แน่ล่ะ, มันเป็นไปได้เสมอสำหรับนักเขียนที่เห็นแก่ผลประโยชน์ของตนเองเป็นใหญ่
แต่ทางกลุ่มก็ผ่านมันมาได้ และแน่นอน-มีคนส่งต้นฉบับเข้ามาร่วมสนุกมากมายมหาศาล
แน่นอนว่าไม่ใช่แค่นักเขียนหน้าใหม่ นักเขียนชื่อคุ้น ๆ หรือมือรางวัลก็ย่อมมี เพราะกลุ่มไม่ได้ตั้งกติกาไว้ว่า ถ้าเป็นชื่อที่คุ้น ๆ หู ห้ามส่ง ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าดีใจเป็นอย่างยิ่งว่า นักเขียนมือโปรก็ยังอุตส่าห์ให้เกียรติส่งเรื่องมาร่วมสนุก
นั่นเป็นเรื่องน่าดีใจ, หากเป็นนักเขียนฝีมือสูงที่อีโก้ไม่สูงไปตามฝีมือ
แต่สำหรับนักเขียนบางคนที่พกอีโก้มาเท่ากับฝีมือ (หรืออาจจะมากกว่าในบางคน) จึงแทบทนไม่ได้เมื่อมีคนทะลึ่งมาสะกิดติ่งติติงเรื่องสั้นอันเลิศหรูของตน
ออกมาแจกแจง ด่าว่า หรือถึงขนาดแต่งเรื่องสั้นด่าก็มี

ข้าพเจ้าไม่เชื่อว่า เลโอ ตอลสตอย จะหัวเสีย ออกมาชี้แจง หรือขนาดแต่งเรื่องด่าเด็กสองขวบที่บ่นว่า “หนูอ่านเรื่องสงครามและสันติภาพไม่เห็นสนุกเลย”
นัยหนึ่ง, นักวิจารณ์เป็นได้ทั้งปราชญ์ผู้รอบรู้และเด็กสองขวบ
นักวิจารณ์ไม่ใช่พระเจ้ามาจากไหนจะได้รอบรู้ทุกสิ่ง นักวิจารณ์ก็คือคนธรรมดาคนหนึ่งที่มีความผิดพลาด,ความโง่เขลา ที่อาจแสดงออกมาได้บ้างบางครั้ง หรือหลายครั้ง และบ่อยครั้งไม่เกี่ยวกับวุฒิการศึกษา เพราะคนระดับด็อกเตอร์ทางวรรณกรรม ก็อาจเขียนวิจารณ์ได้ไม่คมเท่านักศึกษาปริญญาตรี
การวิจารณ์เป็นทักษะ, เหมือนการเขียนบทกวี เรื่องสั้น นวนิยาย ซึ่งต้องอาศัยการฝึกฝน ไม่มีใครเก่งมาแต่เกิด
ข้าพเจ้ามีหมวกให้สวมอยู่สองใบ, หมวกผู้เขียนและผู้วิจารณ์, แม้ว่าหมวกเหล่านั้นจะขาด ๆ วิ่น ๆ ไม่สมประกอบทั้งสองใบ แต่ก็พอเข้าใจความรู้สึกของทั้งสองฝ่าย
สำหรับนักเขียน งานเขียนก็เหมือนลูกที่รักที่สุด เฝ้ากล่อมเกลี้ยงเลี้ยงดูจนเติบใหญ่ ย่อมไม่พอใจแน่นอนหากจู่ ๆ มีใครก็ไม่รู้มาเตะก้นลูกตัวเอง
นักวิจารณ์คือเจ้าของมือเท้าปริศนานั้น ที่บ่อยครั้งมักจะพลาดเผลอเตะมากกว่าสะกิดเบา ๆ
ลุงเนาว์ เคยเขียนไว้ในคอลัมน์ว่า:
เคยถามครูบาอาจารย์ นักวิจารณ์วรรณกรรมว่า ทำไมไม่มีงานวิจารณ์อีก บางท่านบอกว่า “ไม่กล้า” ไม่กล้าเพราะกลัวอะไรหรือ ท่านบอกว่า
“กลัวคมปากกาของนักเขียน จะตวัดสวนกลับ”
คมปากกาของนักเขียน ตวัดครั้งหนึ่งแล้วทำให้ผู้วิจารณ์บาดเจ็บนัก เพราะคารมคมคายของผู้วิจารณ์ใยจะคมเท่าผู้ควบคุมตัวอักษรได้ดั่งใจเช่นนักเขียน
เหตุนี้กระมัง นักวิจารณ์-งานวิจารณ์ จึงน้อยลงเรื่อย ๆ

ไม่ได้บอกให้สงบเงียบ ไม่โต้ตอบนักวิจารณ์ เชื่อฟังคำของนักวิจารณ์ทุกอย่างโดยไม่มีข้อโต้แย้งใด ๆ แต่เป็นเรื่องของ “ท่าที” ระหว่างผู้เขียนและผู้วิจารณ์
สำหรับผู้วิจารณ์-บางครั้งคำวิจารณ์เป็น “มีดโกน” ก็อาจต้องเคลือบน้ำผึ้งลงไปบ้างสักหน่อย เพื่อไม่ให้ทำร้ายจิตใจผู้เขียนจนเกินไป แต่บางครั้งเพื่อต้องการให้ผู้เขียนได้สติเต็มที่ ผู้วิจารณ์ก็อาจจำใจต้องเสือกใสมีดโกนเปล่า ๆ ออกไป
สิ่งที่สำคัญที่สุดคือผู้เขียน และความคาดหวังในสนามการประกวดนี้
ถ้าท่านคาดหวังการประกวดที่มีผลประโยชน์ และการสรรเสริญเยินยอ เชิญไปส่งเวทีอื่น นี่พูดกันตรง ๆ เพราะมีเวทีประกวดมากมายจริง ๆ ในวงการนี้ และทุก ๆ เวทีก็มีเงินทองตอบแทนมากกว่าไม่รู้กี่เท่า หากท่านได้รับรางวัล ก็ยังมีคนพร้อมจะสรรเสริญงานของท่านอีกมากมาย
สนามการประกวด-ที่เน้นการวิจารณ์เป็นหลักเช่นสนามนี้ อย่าคาดหวังอะไรเช่นนั้น
เรา-คนในกลุ่ม-คนผ่านมา ล้วนวิจารณ์งานของท่านด้วยความปรารถนาดีเป็นที่ตั้ง ด้วยจิตกุศลที่อยากเห็นวงวรรณกรรมเติบโตขึ้น แม้บางคำพูดหรือบางท่าทีอาจจะไม่รื่นหูท่านเท่าใดนัก หรืออาจจะขาดหลักเกณฑ์ทางวิชาการที่ทำให้เชื่อถือ
แต่ขอให้รู้เถิดว่า ทั้งหมดเป็นเจตนาที่บริสุทธิ์ มันอาจจะผสมความโง่เขลาบ้าง ก็โปรดอภัย
คิดไว้ในใจเถิดว่า นั่นเป็นเพียงคำพูดไร้สาระของเด็กสองขวบ แล้วกาลเวลาจะพิสูจน์ผลงานของท่านแทนนักวิจารณ์ไร้วุฒิภาวะเอง
ขอให้เชื่อเช่นนั้น!









ฉันจะกัดคุณเป็นคนสุดท้าย: “มนุษย์สายพันธุ์ใหม่” ในวิถีแห่งการอยู่รอด
ผู้วิจารณ์: วุฒินันท์ ชัยศรี

ฉันจะกัดคุณเป็นคนสุดท้าย (The Last one I’ll bite) ของภาคภูมิ คงประสิทธิ์ เป็นเรื่องสั้นที่ผู้วิจารณ์ยังตกลงใจไม่ได้ว่าจะจัดลักษณะเรื่อง (Genre) ให้อยู่ในเรื่องสั้นแบบใด อาจจะยังไม่ถึงขนาดเป็นเรื่องสั้นวิทยาศาสตร์ (Sci-Fi) อย่างสมบูรณ์ แต่ก็ไม่หลุดไปถึงขนาดเรื่องจินตนาการ (Fantasy) เพราะยังเห็นความพยายามในการจะอธิบายความแปลกประหลาดในเรื่องให้เป็นวิทยาศาสตร์ จึงอาจเรียกว่าเป็นเรื่องสั้นวิทยาศาสตร์สะท้อนสังคม (Social Science Fiction) ที่มีลีลาการเล่าแบบเสียดเย้ย (Satire) จิกกัดสังคมแทบทุกบรรทัดทุกย่อหน้า
เนื้อเรื่องกล่าวถึงเด็กสาวคนหนึ่งที่ต้องคร่ำเคร่งกับการเรียนพิเศษเพื่อสอบเข้ามหาวิทยาลัย แต่แล้วจู่ ๆ เธอก็พบว่าเด็กที่มาเรียนพิเศษเหล่านั้นกลับกลายเป็น “มนุษย์สายพันธุ์ใหม่” แล้วเที่ยวไล่กัดคอทั้งอาจารย์และเด็กที่มาเรียนพิเศษด้วยกัน เธอต้องทำเป็นแกล้งตายเพื่อเอาตัวรอด แต่เมื่อตื่นมากลับพบว่าคนรอบกายต่างก็เป็น “มนุษย์สายพันธุ์ใหม่” ไปแล้วทั้งนั้น แม้เธอจะพยายามหนีหรือเอาตัวรอดอย่างไร แต่เธอก็ต้องกลายเป็น “มนุษย์สายพันธุ์ใหม่” ไปในท้ายที่สุด
“มนุษย์สายพันธ์ใหม่” ดังกล่าว ผู้เขียนได้บรรยายไว้ว่า มีตาแดงก่ำปูดโปน ผิวซีด กัดคอมนุษย์ (ให้เลือดออกเพื่อ “คัดเลือก” แต่ไม่ได้บอกว่าดูดเลือดด้วยหรือเปล่า) แน่นอนลักษณะดังกล่าวเป็นนัยกระหวัดทำให้ผู้อ่านนึกไปถึงตัวละครอมตะคือ “ผีดูดเลือด” หรือ แวมไพร์ แต่แวมไพร์ดังกล่าวจะเป็นแวมไพร์แบบใดในวรรณกรรม

แวมไพร์ยุคเก่า และแวมไพร์ยุคใหม่
ต้องยอมรับว่า หนังสือและภาพยนตร์เรื่อง Twilight ที่โด่งดังไปทั่วโลกได้ทำให้ภาพลักษณ์และมุมมองเกี่ยวกับแวมไพร์เปลี่ยนไปไม่น้อยทีเดียว และทำให้งานวรรณกรรมในยุคปัจจุบัน โดยเฉพาะวรรณกรรมวัยรุ่นได้นำภาพลักษณ์ของแวมไพร์ยุคใหม่ คือเป็นสิ่งมีชีวิต “เหนือมนุษย์” ที่แทบไม่มีจุดอ่อนใดเลย กล่าวคือมีพละกำลังมหาศาล มีความสามารถพิเศษ ไม่กลัวแดด,กระเทียม,ไม้กางเขน (และที่สำคัญ หล่อลากดิน) บวกกับความลึกลับและอมตะของแวมไพร์จึงยิ่งทำให้ดูน่าค้นหา เป็นคุณสมบัติของพระเอกในนวนิยายแฟนตาซีใหม่ต่อจากยุคไม้กายสิทธิ์
ขณะที่แวมไพร์ใน “ยุคเก่า” นั้น เป็นรหัสที่รับรู้กันโดยทั่วไปในวงวรรณกรรมว่า เป็นสิ่งที่บ่งบอกถึงความป่าเถื่อนและความถดถอยของความเป็นมนุษย์ ตลอดจนเป็นสัญลักษณ์ที่บ่งบอกถึง “ความเป็นอื่น” เพราะในทุกสิ่งที่ประกอบกันเป็นแวมไพร์นั้นเต็มไปด้วยความลักลั่นกำกวม เช่น รูปร่างเป็นผู้ชาย แต่มีใบหน้าขาวและปากที่แดงเหมือนผู้หญิง แวมไพร์ดูดเลือดหญิงสาวแต่กลับมีความปรารถนากับเพศชาย จึงไม่สามารถจัดให้เป็นหญิงหรือชายได้ นอกจากนั้น การดูดเลือดมนุษย์เป็นอาหาร ซึ่งเป็นลักษณะการหาอาหารของสัตว์ ก็ทำให้ไม่สามารถจัดแวมไพร์ให้อยู่ในการเป็นมนุษย์หรือสัตว์ได้
กล่าวให้เข้าใจง่ายขึ้นคือ แวมไพร์ในยุคเก่ามีลักษณะ “ต่ำกว่า” มนุษย์ (Lower class) ส่วนแวมไพร์ในยุคใหม่มีลักษณะ “สูงกว่า” มนุษย์ (Upper class) ภาพลักษณ์และมุมมองที่เปลี่ยนไปนี้ ย่อมทำให้การการตีความเรื่องของแวมไพร์ ซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญของเรื่องมีความแตกต่างกันออกไป

แวมไพร์สูงกว่ามนุษย์: การแพ้คัดออก
หากจะใช้กรอบที่ว่าแวมไพร์เหนือมนุษย์ องค์ประกอบหลาย ๆ อย่างในเรื่องก็จะสอดคล้องกัน เป็นการวิพากษ์ระบบการศึกษาแบบ “แพ้คัดออก” ของไทยได้เป็นอย่างดี โดยให้บรรดาเด็กที่เรียนพิเศษเหล่านี้คือ “แวมไพร์” ผู้มีพลังเหนือมนุษย์ในการทำข้อสอบเพื่อเอาคะแนนที่มากกว่านั้นไปเหยียบหัวผู้อื่น ความคิดนี้ชัดขึ้นเมื่อคิดประกอบไปกับการเป็นแวมไพร์ของเด็กที่เริ่มต้นในห้องสอนสด เพราะห้องสอนสดนั้นคือห้องที่ผู้มีพลัง “เหนือมนุษย์” เท่านั้นที่จะเข้าไปได้ เช่น มีเส้น,โอนเงินเร็วกว่าคนอื่น และออกมาโดยมีพลังเหนือมนุษย์กว่าคนอื่น เช่น สงสัยก็ถามได้สด ๆ ทำให้เข้าใจเนื้อหาติวมากกว่าห้องเรียนผ่านโทรทัศน์ และบรรยากาศยังเอื้อต่อการเรียนมากกว่า ดังที่ตัวละครกล่าวไว้ว่า

บรรยากาศห้องสอนสดชั้นล่างคงกระตุ้นให้โบตั้งใจเรียนได้มากกว่านี้ น่าเสียดาย ถ้าแม่โอนเงินเข้าธนาคารเร็วกว่านี้โบก็คงได้นั่งเรียนห้องสอนสดเหมือนเทอมก่อน

เด็กในห้องสอนสดจึงเปรียบเสมือนแวมไพร์สายพันธุ์แท้ แล้วจึงลามขึ้นมายังห้องเรียนอื่น การขึ้นมากัดคอคนบนห้องเรียนอื่นยังตีความได้อีกหลายแง่คือ นอกจากจะเป็นการเผยแพร่เชื้อของแวมไพร์ผู้มีพลังกาข้อสอบเหนือมนุษย์แล้ว คนที่ไม่ได้รับการคัดเลือก (เรียนไม่เข้าใจ,ไม่ตั้งใจเรียน) ก็ถูกกัดตายอนาถโดยไม่มีโอกาสมีพลังเหนือมนุษย์อย่างแวมไพร์อื่น

แวมไพร์ต่ำกว่ามนุษย์: ความลักลั่นของระบบการศึกษาไทย
แต่หากจะมองในกรอบที่ว่าแวมไพร์คือ “ความถดถอย” และ “ความเป็นอื่น” ของมนุษย์ ก็เป็นกรอบที่สามารถมองได้เช่นกัน โดยในเรื่อง ตัวละคร “ครูจุ๊” ได้อธิบายว่า การกัดคอมนุษย์เพื่อถ่ายเลือดเสียออกไปนั้นเป็นวิธีเดียวที่จะรักษาโรคนี้

“การถ่ายเลือดเสียทิ้งไปเป็นวิธีรักษาเดียวสำหรับตอนนี้ ทนเจ็บไม่นานหนูก็จะหายป่วย กลายเป็นมนุษย์สายพันธุ์ใหม่ที่มีภูมิคุ้มกันแบบเดียวกับครูไงลูก”

แต่การถ่ายเลือดดังกล่าวทำให้เกิดผลข้างเคียงคือ

“ถ้าหนูถูกกัด หนูก็ต้องกลายเป็นผีดิบดูดเลือดแบบคุณ ต้องเดินโซเซเหมือนคนเป็นสันนิบาต เขี้ยวงอก ตาถลน น้ำลายยืด หนูไม่เอาด้วยหรอก”

การถ่ายเลือดเดิมออกไป เพื่อนำไปสู่การเป็น “มนุษย์สายพันธุ์ใหม่” ในแง่นี้จึงตีความได้ถึงการเปลี่ยนแปลงจากระบบคัดเลือกเก่ามาสู่ระบบคัดเลือกใหม่ ที่มีการวัดผลประหลาด ๆ อาทิ การทำข้อสอบอัตนัย การให้คะแนนคุณธรรมจริยธรรม เป็นต้น โดยผู้เขียนได้สอดแทรกทัศนคติเกี่ยวกับเรื่องนี้ไว้หลายจุด เช่น

“นี่ล่ะค่ะข้อดีของข้อสอบอัตนัย หนูไม่สามารถใช้เพียงไหวพริบเดาข้อถูกหรือตัดตัวเลือกได้ถ้าไม่รู้จริง เราไม่ใช่ผีดิบ ไม่ใช่ผีดูดเลือด เราไม่ใช้คำแทนตัวแบบนั้นหรอกค่ะ หนูไม่ควรโกหกผู้ใหญ่นะ วรนุช หนูตอบผิดแล้ว หนูต้องตอบเชื่อมโยงความสัมพันธ์ให้ถูกทุกข้อนะคะถึงจะได้คะแนน ผิดแม้ส่วนเดียวก็คือศูนย์”

“ถ้าผ่านพ้นช่วงปรับตัวไปได้ หนูจะหายป่วยกลายเป็นคนใหม่ ฉลาดกว่า แข็งแรงกว่า มีคุณธรรมสูงกว่า…”

การวัดผลด้วยวิธีแปลกประหลาดดังกล่าวยังสอดคล้องกับลักษณะของแวมไพร์ กล่าวคือ มีลักษณะลักลั่นกำกวม ยากที่จะจัดประเภทหรือชี้ชัดลงไปได้ว่าอะไรเป็นอะไร อะไรถูกหรือผิด เช่น ข้อสอบอัตนัยที่ไม่สามารถชี้ชัดเจนว่าถูกหรือผิด หรือข้อสอบประเภท “ผ้าปูโต๊ะ”
สารที่ผู้เขียนต้องการสื่อในแง่นี้จึงเป็นการซ่อนสารแฝงนัย (Irony) ในการพัฒนาตนเป็น “มนุษย์สายพันธุ์ใหม่” โดยการเปลี่ยนถ่ายเลือด คือเปลี่ยนแปลงจากระบบคัดเลือกเก่ามาสู่ระบบคัดเลือกใหม่ ว่ายิ่งพยายามเปลี่ยนแปลงให้ดีขึ้น (กลายเป็นคนใหม่ ฉลาดกว่า แข็งแรงกว่า มีคุณธรรมสูงกว่า) กลับยิ่งทำให้มนุษย์ถดถอยยิ่งขึ้น (กลายเป็นผีดิบดูดเลือด... ต้องเดินโซเซเหมือนคนเป็นสันนิบาต เขี้ยวงอก ตาถลน น้ำลายยืด)

แวมไพร์สูง-ต่ำกว่ามนุษย์: ความล้มเหลวของระบบการศึกษา
แต่ไม่ว่าจะมองในแง่แวมไพร์สูงหรือต่ำกว่ามนุษย์ สิ่งหนึ่งที่เรามองเห็นและสัมผัสได้จากเรื่องนี้คือ ความล้มเหลวของระบบการศึกษาไทยที่ทำให้ความเป็นมนุษย์ของแต่ละคนถดถอย เกิดการแก่งแย่งชิงดี พยายามครอบครองความเก่งกาจเหนือมนุษย์ปกติเพื่อที่จะได้โอกาสในการเหยียบย่ำคนอื่นขึ้นไปสู่จุดสูงสุด ความล้มเหลวของระบบการศึกษานี้ยังนำไปสู่ความล้มเหลวในการแก้ไขปัญหาสังคมอื่น ๆ เช่น ระบบอุปถัมภ์ ค่านิยมในสังคม เพราะนอกจากระบบการศึกษาจะล้มเหลวอย่างสิ้นเชิงแล้ว มันยังผูกติดอยู่กับระบบสังคมเหล่านี้อย่างดิ้นไม่หลุด เหมือนที่ตัวละครเอกได้บ่นไว้ตอนต้นเรื่องว่า

ถึงใครจะบ่นยังไงโบก็ต้องพยายามตั้งใจเรียนต่อไปอยู่ดี เพื่อจะได้เรียนในคณะที่ฝันไว้ จบมาได้ใบปริญญา เชิดหน้าชูตาให้กับแม่ โบกับแม่ก็เหมือนครอบครัวอื่น เลือกคณะเลือกสถาบันไม่ต่างจากละครหลังข่าวที่พ่อแม่พยายามยัดเยียดลูกสาว

กระทั่งถึงกลางเรื่อง แม้ระบบการคัดเลือกจะเปลี่ยนไปแล้ว แต่ระบบสังคมเดิมนี้ก็ยังมีอยู่ไม่ไปไหน

ถ้าใครรู้ว่าครูรับหนูเป็นมนุษย์สายพันธุ์ใหม่ หนูจะมีสิทธิ์เหนือคนอื่นนะคะวรนุช ไม่ว่า จะไปสอบสัมภาษณ์ที่ไหน พวกเขาจะรู้ว่าครูเลือกหนู หนูจะได้รับการพิจารณาก่อนใคร”
“หนู…หนู ไม่ต้องการสิทธิพิเศษ หนูอยากจะพยายามด้วยตัวเองมากกว่า”
อย่างนี้เหรอเรียกว่าผู้มีคุณธรรมสูงส่ง มันก็ไม่ต่างอะไรจากระบบเก่า ไม่ว่าจะเป็นมนุษย์หรือเป็นผีดิบดูดเลือด ที่โบอยากเข้าเรียนในสถาบันดังเพราะโบต้องปรับตัวให้เข้ากับระบบอุปถัมภ์ การผูกขาดและช่วยเหลือพวกพ้องในสังคมเราที่แก้ไขไม่ได้ต่างหาก ถ้าไม่ใช่เพราะมหาวิทยาลัยนั้นสายป่านยาวก่อตั้งมานาน มีชื่อเสียงสร้างบุคลากรมาหลายรุ่นแล้วเข้ามามีบทบาทกับสังคมจนสร้างค่านิยม นี้ขึ้นมากลายเป็นว่าวที่ติดลมบน อยู่สูงกว่า มองเห็นกว้างไกลกว่า

แต่การปฏิเสธที่จะไม่ไปตามการเป็น “มนุษย์สายพันธุ์ใหม่” นั้นก็ไม่ใช่เรื่องง่าย ในเมื่อทุกคนโดยเฉพาะคนที่เรารักต่างก็คาดหวังจะเห็นเราเป็น “มนุษย์สายพันธุ์ใหม่” กันทั้งนั้น จะเห็นได้ตัวละครเอกที่พยายามปฏิเสธครั้งแล้วครั้งเล่า แต่ถ้านึกย้อนไปให้ดี จะพบว่า คนที่รักเธอล้วนสนับสนุนให้เธอเป็นมนุษย์สายพันธุ์ใหม่ เช่น แม่ของเธอ

ทำไมแม่ต้องให้โบเรียนพิเศษเพิ่มมากมายขนาดนี้ ด้วย แค่คาบเรียนปกติวันจันทร์ถึงศุกร์ก็อัดแน่นพอแล้ว ถ้ายังต้องมานั่งเรียนกวดวิชาดึกดื่นเพื่อให้สอบเข้ามหาวิทยาลัยได้ สู้เอาเวลาเรียนปกติไปเป็นเวลาพักผ่อนเสียดีกว่า คืนวันศุกร์โบอยากผ่อนคลาย ไปร้องคาราโอเกะกับเพื่อน เดินเลือกซื้อของกระจุกกระจิกน่ารักๆ

หรือแฟนของเธอ (ฉากนี้ทำให้ผมกระหวัดไปถึงการขอ “มีอะไร” ก่อนวัยอันควร แต่ขอเก็บประเด็นนี้ไว้ก่อนก็แล้วกัน ไม่เช่นนั้นเรื่องราวจะไปอีกทาง)

“อย่าร้องไห้เลย เหลือเวลาอีกไม่มากแล้วนะโบ แค่เขี้ยวเดียวแล้วทุกอย่างจะเรียบร้อย”
ผู้หญิงทุกคนคงต้องเผชิญกับคำขอจากคนรักไม่วันใดก็วันหนึ่ง เพื่อเป็นการยกระดับความสัมพันธ์ แต่โบไม่เคยคิดว่าจะมีวันนี้ และก็ไม่ใช่ในรูปแบบนี้ นี่มันไม่ใช่นิยายนะ โบไม่พร้อมที่จะยกร่างกายและจิตวิญญาณให้ผีดิบดูดเลือดแบบนี้หรอก

ดังนั้นแม้ตัวละครเอกจะพยายามปฏิเสธการเป็นมนุษย์สายพันธุ์ใหม่อย่างไร แต่ไม่มีใครเลยที่จะยินดีหากเธอต้องตกเป็นเหยื่อของมนุษย์สายพันธุ์ใหม่คนอื่น เธอจึงยอมกลายเป็นมนุษย์สายพันธุ์ใหม่ในที่สุด กระนั้นผู้เขียนก็ยังทิ้งข้อความแฝงนัย (Irony) ไว้ว่า

โบจะต้องฆ่าอีกอย่างนั้นหรือ? ฆ่าคนที่รักเพื่อต่อลมหายใจให้ตัวเอง การที่จะอยู่รอดต่อไปบนโลกเลวร้ายแบบนี้ต้องเหยียบย่ำใครต่อใครอีกกี่คนกัน ต้องแข่งขันไปจนถึงเมื่อไหร่

สุดท้ายโบก็ตัดสินใจแบบนั้น โบทำใจฆ่าใครเพื่อให้ตัวเองมีชีวิตต่อไปไม่ได้ ยังไงโบก็ทำไม่ได้

แม้จะพยายามคิดเช่นนั้น แต่ในที่สุดเธอก็กลายเป็นมนุษย์สายพันธุ์ใหม่ ซึ่งหมายความว่าเธอก็ยินดีเข้ามาอยู่ในระบบที่ต้อง “ฆ่า” และ “เหยียบย่ำ” ผู้อื่นอยู่ดี คือ กัดเพื่อคัดเลือกมนุษย์สายพันธุ์ใหม่ เพียงแต่มันอาจอยู่ในรูปแบบที่สวยงามกว่าเดิมเท่านั้น (เช่น ชนะคนอื่นด้วยคะแนนจริยธรรมที่มากกว่า)

การเล่าเรื่องแบบเสียดเย้ย: การขับเน้นประเด็น/ความรกรุงรัง
จุดเด่นของเรื่องนอกจากการเลือกใช้แวมไพร์มาเป็นสัญลักษณ์หลักให้ตีความแล้ว การเล่าเรื่องแบบเสียดเย้ย (Satire) ยังเป็นอีกลักษณะหนึ่งที่ผู้เขียนใช้อยู่ตลอดเรื่อง ทั้งการบอกออกมาโต้ง ๆ ที่มีอยู่ค่อนข้างมาก การซ่อนนัย หรือการแฝงไว้ในเรื่องแบบไม่ให้รู้ตัว เช่น การพูดตรงไปตรงมาว่า ครูสอนพิเศษในปัจจุบันมีบทบาทสำคัญมากกว่าครูปกติ ผ่านบรรยากาศการเรียนที่เข้มข้นยิ่งกว่าการเรียนในห้องเรียน กระทั่งเด็กนึกหน้าคนสอนพิเศษได้ชัดกว่าครูในโรงเรียน ทั้งที่ใช้เวลาด้วยกันน้อยกว่า

บรรยากาศในห้องสอนสดชั้นล่างใกล้เคียงห้องสอบจริงมากกว่าห้องวิดีโอ ทุกคนสวมเครื่องแบบนักเรียนเต็มยศ มือรัวทดเลข ก้มหน้าหาโจทย์ จะต่างจากสนามสอบจริงเพียงจำนวนแถวนั่งที่แออัดประหนึ่งอัฒจันทร์สนามฟุตบอลรอบชิงชนะเลิศ

ทุกครั้งหากนึกถึงสูตรเคมี หน้าอาจารย์จุ๊ก็จะลอยอยู่ในหัว เหมือนกับที่โบเห็นอาจารย์ สมเสร็จทุกครั้งที่แปลข้อสอบภาษาอังกฤษ นึกถึงครูลูลู่ตอนสอบภาษาไทย หรือหน้าพี่ๆจากสถาบัน เดอะไมเกรน ที่ผุดขึ้นระหว่างคำนวณเลข น่าแปลก โบกลับ ไม่ได้นึกถึงอาจารย์ที่สอนตามหลักสูตรในคาบเรียนปกติเสียเท่าไร ทั้งที่เราใช้เวลาเรียนรู้อยู่ด้วยกันมากกว่าสองร้อยวันต่อปี นานกว่าอาจารย์สอนพิเศษหลายเท่า

การซ่อนนัย (ข้อนี้ต้องขอรบกวนผู้อ่านตีความกันเอง เพราะผู้วิจารณ์ก็เสียว ๆ)

“อืม แต่คนส่วนใหญ่บ้านเราเลือดสีชมพูนี่นะ เพื่อนเยอะดี ถ้าหนูหายแล้วทำงานบริษัทปูนได้สบาย หรือหนูสนใจเกี่ยวกับน้ำมันมากกว่า เอ หรือว่าชอบวงการสื่อล่ะ”

หรือการแฝงไว้ในเรื่อง เช่น การเน้นว่าคำตอบปรนัยมักจะเป็นข้อ ค.ควาย ซึ่งอาจจะหมายถึงข้อสอบมักจะเฉลยเป็นตัวเลือกโง่ ๆ หรือการเลือกของเราบางทีไม่จำเป็นต้องฉลาด คำนวณได้หมดทุกขั้นตอน แค่ใช้วิธีตัดตัวเลือกก็พอแล้ว
การใช้การเล่าแบบเสียดเย้ยนี้สอดคล้องกับเรื่องที่ต้องการเสียดสีระบบการศึกษาไทยและสังคมได้เป็นอย่างดี แต่ในบางครั้งบางจุดก็เป็นดาบสองคมได้เช่นกัน เช่น ในตอนที่ต้องการความกระชับ การเปรียบเปรยเสียดสีกลับหน่วงเรื่องให้ช้าลง

เหมือนข้อมูลสนามสอบที่เปลี่ยนแปลงไม่เว้นวันจนเด็กนักเรียนงงงันกันถ้วนทั่ว เพื่อนที่อยู่ด้านในพยายามช่วยกันดันประตูปิดทั้งที่พวกเราหลายคนยังติดอยู่
...
ไม่นะ ต้องทำอะไรสักอย่าง สถานการณ์เลวร้ายที่สุด จะมัวขวยเขินรักษาสภาพเด็กนักเรียนคอนแวนต์สาวน้อยน่ารักเรียบร้อยต่อไปคงไม่ไหว พระเจ้าทรงช่วยทุกคนพร้อมกันไม่ได้ อารมณ์พุ่งพล่านแบบนี้ ผู้ชายที่เป็นที่พึ่งก็ไม่มี โบต้องช่วยตัวเอง มีอะไรที่จะใช้ประโยชน์ได้นะ?
...
เสียงกรีดร้องโหยหวนดังยาวนานต่อเนื่องยิ่งกว่าวัยรุ่นบ้าดาราเกาหลี พวกมันมีมากเกินกว่าที่คิด แม้เพื่อนนักเรียนชายร่างกำยำหลายคนจะออกอาวุธมวยไทยกับเด็กผู้หญิงตาแดงตัวเล็กๆ แต่ก็ไม่อาจสู้พละกำลังมหาศาลได้

มองในแง่หนึ่ง ก็อาจเป็นอารมณ์ขันของผู้เขียนที่ต้องการเสียดเย้ยในทุกช่วงจังหวะของเรื่อง แต่หากมองอีกมุมหนึ่ง ความเปรียบแบบเสียดเย้ยเหล่านี้ก็อาจมาทำลาย “ความลื่นไหล” ของเรื่องพอสมควร โดยเฉพาะเนื้อเรื่องตอนที่ต้องการความตื่นเต้นกระชับรวดเร็ว (เช่นตอนที่ตัวเอกคิดจะหาทางรอดดังที่ยกมาข้างต้น คงไม่มัวคิดยาวถึงสองสามบรรทัด)
นอกจากนั้น การพยายามจะเสียดเย้ยปัญหาสังคมหลาย ๆ อย่างพร้อมกัน เช่น เรื่องนักการเมือง เรื่องการขอมีเพศสัมพันธ์ก่อนวัย (ดังตัวอย่างที่ยกไว้ก่อนหน้านี้)

โบลืมตัวพูดกระแทกเสียงทีละคำแล้วสูดหายใจเป็นห้วง เพราะชินกับสำเนียงที่พ่อใช้เวลาอภิปรายในสภา ถึงจะยังสับสนกับหลายสิ่งที่รุมเร้าเข้ามาให้ต้องแก้แต่ก็ไม่ลืมใส่คำแสดง ความเคารพเข้าไปด้วย เป็นความบกพร่องโดยสุจริตของโบโดยแท้ ทำแผนแตกแล้วยังไปแสดงท่าทีก้าวร้าวต่อต้านผีดิบดูดเลือดอีก

“อย่าร้องไห้เลย เหลือเวลาอีกไม่มากแล้วนะโบ แค่เขี้ยวเดียวแล้วทุกอย่างจะเรียบร้อย”
ผู้หญิงทุกคนคงต้องเผชิญกับคำขอจากคนรักไม่วันใดก็วันหนึ่ง เพื่อเป็นการยกระดับความสัมพันธ์ แต่โบไม่เคยคิดว่าจะมีวันนี้ และก็ไม่ใช่ในรูปแบบนี้ นี่มันไม่ใช่นิยายนะ โบไม่พร้อมที่จะยกร่างกายและจิตวิญญาณให้ผีดิบดูดเลือดแบบนี้หรอก

ในแง่หนึ่งก็เป็นเรื่องดีที่สามารถจิกกัดสังคมได้เรื่อย ๆ แต่อีกแง่หนึ่งกลับทำให้ประเด็นในเรื่อง “เลือน” หรือกระจายเกินไป ทำให้ความหนักแน่นของประเด็นหลักที่ต้องการสื่อเบาลง
เมื่อมองในภาพรวม ถือว่าผู้เขียนทำได้ดีในการเล่าเรื่องด้วยน้ำเสียงเสียดเย้ย โดยในหลายจุดนั้นสอดคล้องกับเรื่อง และซ่อนนัยไว้ให้ผู้อ่านได้ตีความอย่างหลากหลาย อย่างไรก็ตาม การมุ่งจะเสียดเย้ยสังคมแทบทุกบรรทัดก็อาจทำให้เรื่องรกรุงรัง ขาดความกระชับในบางจุด แต่ก็ไม่ถึงขนาดที่จะทำให้ประเด็นของเรื่องเสียไป

ฉันจะกัดคุณเป็นคนสุดท้าย: แล้วใครหนอใครเป็นคนสุดท้าย?
ดังได้กล่าวมา ผู้เขียนได้เล่าเรื่องราวระบบการศึกษาที่ล้มเหลว สร้างคนเป็น “มนุษย์สายพันธุ์พิเศษ” จากนั้นผู้เขียนจึงโยนคำถามใหญ่มาให้ผู้อ่านในชื่อเรื่องว่า “ฉันจะกัดคุณเป็นคนสุดท้าย” ดูเผิน ๆ อาจเป็นเพียงการเล่นกับชื่อเพลง แต่ที่จริงแล้วผู้เขียนอาจแฝงนัยไว้มากกว่านั้น
ทำไมต้องกัดคุณเป็นคนสุดท้าย, คุณคือใคร?
คุณที่ปรากฏในชื่อเรื่อง อาจหมายถึงผู้อ่านที่กำลังอ่านเรื่องนี้อยู่ ฉันที่จะกัดคุณเป็นคนสุดท้าย คือการโยนคำถามมาที่ผู้อ่านว่า ในโลกที่ทุกคนต่างต้องอยู่ในกฎการคัดเลือกโดยธรรมชาติของชาร์ลส์ ดาร์วิน และทุกคนต่างก็กลายเป็น “มนุษย์สายพันธุ์ใหม่” ไปหมดแล้ว ตัวผู้อ่านเองจะเลือกเดินทางไหนระหว่างตายตกไปตามยุคสมัย หรือยอมกลายเป็นมนุษย์สายพันธุ์ใหม่ อันเป็นวิถีแห่งการอยู่รอดของยุคปัจจุบัน
คุณ, คนที่จะโดนกัดเป็นคนสุดท้ายจึงต้องเลือกว่าจะมีวิถีชีวิตอย่างไร แม้ว่าทางเลือกนั้นจะดูเหมือนไม่มีเหลือแล้วก็ตามที
อ้อ! เกือบลืมประเด็นเล็ก ๆ ในตอนจบที่ว่า ทำไมต้องไม่กัดนักการเมือง
ไม่รู้ว่าคนเขียนคิดอย่างไร แต่ผมคิดว่า
ให้มันสูญพันธุ์ไปน่ะดีแล้ว!





























ดีที่ไม่ใช่: ดีที่ไม่ใช่อะไร?
ผู้วิจารณ์: วุฒินันท์ ชัยศรี

เอ็ดการ์ อัลเลน โป ยอดฝีมือเรื่องสั้นเคยเสนอเคล็ดวิชาไว้ในยุทธจักรการเขียนเรื่องสั้นว่า เรื่องสั้นนั้นควรมี “ผลกระแทกจุดเดียว” (Single Effect) ที่ผู้เขียนต้องเอาผู้อ่านให้อยู่ในจุดนั้น แนวคิดนี้ได้พัฒนามาจนเป็นเรื่องสั้นประเภทหักมุมจบ (Surprise Ending or Twist Ending) และส่งอิทธิพลต่อเรื่องสั้นไทยในยุคแรก โดยเฉพาะช่วงก่อนทศวรรษ ๒๕๑๐ ก่อนที่เรื่องสั้นไทยจะได้รับอิทธิพลอื่นจนทำให้เปลี่ยนแปลงมาเรื่อย ๆ เช่น อิทธิพลงานสัจสังคมนิยม งานยุคหลังสมัยใหม่ ทำให้บางครั้งสิ่งที่เรียกว่าผลกระแทกจุดเดียวเลือนหายไปจากเรื่องสั้น
แต่เรื่องสั้น “ดีที่ไม่ใช่” ของจันทร์ตะวัน (จันทร์ตะวัน ใจสมุทร) ที่มีความยาวเพียงหนึ่งหน้าครึ่ง A4 เป็นเรื่องสั้นที่หวนกลับมาใช้สิ่งที่เรียกว่า “ผลกระแทกจุดเดียว” ได้อย่างทรงพลัง ในรูปแบบของเรื่องสั้นชั้นเดียวที่เรียกว่า well-made story ในยุคที่เรื่องสั้นเน้นแข่งขันเรื่องความยาว ผู้เขียนกลับใช้ความสั้นกระชับเป็นหลัก และสอดแทรกข้อความแฝงนัยยะไว้มากมายให้ผู้อ่านได้ขบคิด
เนื้อเรื่องกล่าวถึงเด็กหญิงคนหนึ่งที่ตื่นเช้ามาในวันเกิดของ “พ่อ” เธอดูสรุปข่าวในรอบปี พบข่าวที่ “นายกฯ” ลุยน้ำท่วมไปแจกข้าวของให้ผู้ประสบภัย เธอคิดในใจว่าดีที่ไม่ใช่ “พ่อ” ของตน เพราะพ่อเกลียดน้ำท่วม เรื่องจบลงที่มีสื่อมวลชนมารอสัมภาษณ์ “พ่อ” ซึ่งเป็น “นายกฯ”

ตัวตนของมนุษย์ในสถานะที่แตกต่าง
โครงเรื่องสั้น ๆ และเรื่องที่ยาวเพียงหนึ่งหน้าครึ่งเท่านั้น คล้ายจะเป็นสูตรหักมุมจบธรรมดา แต่ผู้เขียนได้โยนคำถามใส่ผู้อ่านมากมาย
คำถามหนึ่งที่ผู้อ่านจะสัมผัสได้ชัดเจนคือ คำถามเรื่องสถานะที่แตกต่างของชายที่เป็นทั้ง “พ่อ” และ “นายกฯ” โดยผู้เขียนจะใช้เครื่องหมายคำพูด (“...”) เป็นตัวเน้นให้ผู้อ่านสังเกตเมื่อพูดถึงชายคนนี้ในสถานะที่แตกต่างกัน และผู้เขียนทำได้ดีในการอธิบายสถานะที่แตกต่างนี้

ภาพที่นายกลุยน้ำไปแจกข้าวแจกของให้ผู้ประสบภัย ดูแล้วก็น่าตลก กลุ่มคนที่เคยแต่ใส่สูทผูกไทด์กลับต้องมาสวมบทเป็นพี่ขวัญมาลุยลำน้ำที่ไม่ได้สะอาดมากไปกว่าคลองแสนแสบสักเท่าใดนัก และภาพหนึ่งที่ยังคงติดตาตรึงใจและเป็นภาพที่ถูกโหวตให้เป็นความประทับใจที่สุดแห่งปีก็คือ “ฮ่าๆๆ” แค่นึกขึ้นมาฉันก็ต้องขำในใจ นั่นคือภาพที่เด็กน้อยวิดน้ำใส่นายก เด็กน้อยที่คงอยากแบ่งความสุขความสนุกกับวันหยุดจำเป็นของโรงให้ผู้ใหญ่ได้ชุ่มฉ่ำไปพร้อมกัน
...
ถ้าเป็น”พ่อ”ของฉันคน นี้ที่รักความสะอาดมากและเกลียดน้ำท่วมเป็นที่สุด จำได้ว่าตอนเด็กเมื่อน้ำท่วมหน้าบ้าน พ่อจะหงุดหงิด รำคาญและบ่นถึงโรคติดต่อสารพัด
...
ถ้าเป็น”พ่อ”ของฉันคนนี้ที่ไม่ ได้รักเด็กสักเท่าใดนัก หลายครั้งที่หลานๆตัวแสบมาที่บ้านและทำเรื่องวุ่นวาย พ่อจะตะเพิดใส่อย่างไม่พอใจ ท่านจะทำอย่างไร
โชคดีจังเลยที่ใครคนหนึ่งในวัน นั้นไม่ใช่”พ่อ”ของฉันแต่ ท่านเป็น “นายก” นายกที่เป็นผู้ชายอบอุ่นใจดีที่คนในประเทศต่างไว้ใจ

ผู้เขียนเน้นย้ำสถานะที่แตกต่างกันนี้ในประโยคสุดท้ายว่า โชคดีที่ไม่ใช่ “พ่อ” หากแต่เป็น “นายกฯ” ที่รักเด็ก และรักทุกคน เพราะหาก “นายกฯ” ในวันนั้นสวมหมวกของ “พ่อ” ที่เคยเป็น เด็กที่วิดน้ำใส่นายกฯก็ต้องถูกตะเพิด เช่นที่พ่อชอบตะเพิดเด็ก ๆ
และนั่นก็เป็นการสื่อความ โดยไม่ต้องมีท่าทีสั่งสอนว่า บางครั้งในสถานะที่เราเป็นอยู่ เราก็ไม่สามารถคงตัวตนของเราเอาไว้ได้ จำต้องเป็น “มนุษย์สองหน้า” ที่สวมหน้ากากเพื่อให้ตัวตนในสถานะของตนดำรงอยู่ เฉกเช่นพ่อที่ไม่ได้รักเด็กและรักความสะอาด เกลียดน้ำท่วม แต่เมื่ออยู่ในสถานะนายกฯ เขาก็จำต้องลุยน้ำท่วม ไม่ห่วงความสะอาด และ (สร้างภาพว่า?) รักเด็ก
นั่นคือตัวตนของมนุษย์ในสถานะที่แตกต่าง

หรือ “พ่อ” จะเหมาะกว่า “นายกฯ”?
แต่หากพิจารณาในอีกแง่หนึ่ง การเลือกให้ “พ่อ” มาเป็นคู่กับ “นายกฯ” ก็อาจแสดงถึงนัยสำคัญบางอย่าง ไม่เช่นนั้น หากจะพูดถึงแค่เรื่องของ “หมวกสองใบ” ก็อาจสมมติตัวละครให้เป็น ลุง อา หรือญาติผู้ใหญ่ฝ่ายไหนก็ได้ โดยเฉพาะเมื่อพิจารณาร่วมกับการพูดถึงเรื่อง “ไทย ๆ” อย่างการทำบุญตักบาตรในวันเกิด หรือการเน้นคำว่า “สื่อมวลชนไทย” นั่นอาจทำให้เห็นเจตนาบางประการของผู้เขียนที่จะพูดถึงประเทศนี้เป็นสำคัญ
คำว่า “พ่อ” มีนัยสำคัญเกี่ยวกับการปกครองของไทย ๒ ประการคือ สื่อไปถึงระบอบพ่อปกครองลูก และสื่อถึงองค์พระมหากษัตริย์
แต่ไม่ว่าจะสื่อออกมาในความหมายใด ก็ล้วนเกี่ยวพันกับสถาบันกษัตริย์ทั้งสิ้น แน่นอนว่าในปัจจุบัน สถาบันกษัตริย์นับได้ว่าอยู่เหนือการเมืองการปกครองอย่างสิ้นเชิง แต่หากนับย้อนกลับไปในประวัติศาสตร์ไทย จะพบว่าสถาบันกษัตริย์เป็นหลักสำคัญในการปกครองเสมอมา โดยเพิ่งจะมาเปลี่ยนแปลงการปกครองจาก “พ่อ” เป็น “นายกฯ” เมื่อไม่ถึงร้อยปีที่ผ่านมา
และเราก็เห็นว่า ความลักลั่นของการปกครองไทยนั้นเป็นเช่นใด
สภาวะของ “นายกฯ” เป็นสภาวะที่ชั่วคราว ไม่ยั่งยืน ไม่มีความมั่นคง และจำต้องตีสองหน้าเพื่อหาคะแนนเสียงในการเลือกตั้ง ต่างจากสภาวะของ “พ่อ” ที่ยั่งยืนอยู่ในใจของลูกเสมอ
นอกจากนั้น การเป็นนายกฯ หรือการปกครองด้วยนายกฯ ยังทำให้มนุษย์สูญเสียตัวตนในสถานะที่แตกต่างกันไป เฉกเช่นพ่อที่รักสะอาดและเกลียดน้ำท่วมจำต้องลุยน้ำท่วมเพื่อหวังผลบางประการ อาจเป็นการตั้งคำถามยั่วล้อกับผู้อ่านว่า หมวก (ระบอบประชาธิปไตย) ที่สวมผิดฝาผิดใบให้ประเทศไทยนั้น แท้จริงแล้วเหมาะสมกับประเทศไทย (ที่คุ้นเคยกับการปกครองระบอบกษัตริย์) จริงหรือไม่
(ทั้งนี้ไม่น่าจะกระหวัดไปถึงตัวบุคคล เพราะสัญลักษณ์ในเรื่องเชื่อมโยงไปถึงสภาวะที่เป็นของมนุษย์ หรืออาจตีความถึงสภาวะของประเทศ)
คำถามในชื่อเรื่อง “ดีที่ไม่ใช่” เมื่อบวกเข้ากับเนื้อหาที่ผู้เขียนสื่อสารออกมา จึงอาจเป็นคำถามแฝงนัย (Irony) ของผู้เขียนที่สื่อความมายังผู้อ่านให้ทบทวนระบอบการปกครองของไทยว่า ดีที่ไม่ใช่นั้น ดีที่ไม่ใช่อะไร? ดีที่ไม่ใช่พ่อแต่เป็นนายกฯ? แล้วแบบนั้นจะดีจริงหรือ?
นี่คือความชาญฉลาดของเรื่องสั้นเรื่องนี้ ที่ฝากคำถามหลากหลายนัยมาถึงผู้อ่านได้อย่างมีชั้นเชิงโดยไม่ต้องมีทีท่าสั่งสอนหรือบอกเล่า ส่วนคำตอบจะเป็นเช่นไรก็สุดแท้แต่ผู้อ่านจะตัดสิน

คำแนะนำแถมท้าย
ถ้าจะว่ากันในฐานะผู้วิจารณ์ ผู้วิจารณ์ก็ได้พูดสิ่งที่อยากพูดไว้ทั้งหมดข้างต้นแล้ว แต่ในฐานะคนเขียนหนังสือเหมือนกัน เห็นบางจุดที่ยังขาด ก็เลยมีคำแนะนำแถมท้ายมาด้วยเพื่อให้เรื่องเข้าใกล้ความสมบูรณ์ยิ่งขึ้น
ในการเขียนเรื่องสั้นที่สั้นขนาดความยาวใกล้เคียงกับเรื่องสั้น-สั้น (short-short story) เช่นนี้ ทุกองค์ประกอบในเรื่องล้วนสำคัญ ซึ่งผู้เขียนทำได้ดีแล้วในส่วนของเนื้อหา แม้กระทั่งการตั้งชื่อที่ชวนให้ขบคิดหลายนัย แต่ในส่วนของการเปิดเรื่องอาจจะยังธรรมดาไปนิดนึง หากว่ากันตามตรง ด้วยขนาดความสั้นเท่านี้และลักษณะเป็นเรื่องสั้นการตีความ การเปิดเรื่องนั้นเป็นองค์ประกอบสำคัญที่สุดที่จะพาผู้อ่านเข้าสู่ความนัยที่แฝงอยู่ในเรื่อง การเปิดเรื่องที่ดีจะทำให้ผู้อ่านเข้าสู่ “ไวยากรณ์ของเรื่อง” ได้เร็ว (ไม่ทราบคำภาษาอังกฤษ ใครรู้ช่วยเสริมได้ครับ)
ไวยากรณ์ของเรื่องคืออะไร? คือกฎ-กติกา ความหมาย ความนัย ที่จะบ่งบอกทิศทางของเรื่องว่าจะดำเนินไปในทิศทางไหน ตัวอย่างเช่น นวนิยายเรื่อง “คนนอก” ที่เปิดเรื่องว่าตัวเอกจำไม่ได้ว่าวันตายของแม่คือวันไหน นั่นก็เป็นการบอกไวยากรณ์ของเรื่องกลาย ๆ ว่า ตัวเอกในเรื่องนี้ไม่ใช่คนปกติ และพฤติกรรมอื่น ๆ ที่เขาจะทำต่อไปนี้ก็ล้วนแต่เป็นพฤติกรรมที่แตกต่างจากคนธรรมดา
ในเรื่องนี้ที่กล่าวถึงแก่นเรื่องเกี่ยวกับหมวกสองใบที่คน ๆ หนึ่งต้องสวม ก็อาจเปิดเรื่องโดยให้มีอะไรสองอย่างที่ขัดแย้งแต่อยู่ในสิ่งเดียวกัน เช่นว่า นาฬิกาปลุกเลียนเสียงไก่ขัน เป็นการปะทะกันของวัฒนธรรมเดิม (เสียงไก่ขัน) กับวัฒนธรรมใหม่ (นาฬิกาปลุก) ซึ่งอาจทำให้นัยบางประการของเรื่องชัดเจนขึ้นอีกด้วย เช่น สถานะเดิม (พ่อ) กับสถานะใหม่ (นายกฯ) หรืออาจมีนัยไปจนถึง วัฒนธรรมเดิม (พ่อปกครองลูก) กับวัฒนธรรมใหม่ (ประชาธิปไตย) การเปิดเรื่องให้คนอ่านเข้าถึงไวยากรณ์ของเรื่องได้เร็ว นอกจากจะมีสัญลักษณ์เพิ่มขึ้น ยังทำให้โครงเรื่องและแก่นเรื่องเข้มแข็งขึ้นด้วย
(แถมท้ายเล็ก ๆ “นายกฯ” จำเป็นต้องมี “ไปยาลน้อย” ด้วยนะครับ ไม่งั้นจะกลายเป็น นาย ก.)
เพื่อนใหม่ (ไม่ดีตรงไหน) ของลูกสาว
ผู้วิจารณ์: วุฒินันท์ ชัยศรี

การใช้ตัวละครเด็กมาแสดงออกถึงความไร้เดียงสา เพื่อวิพากษ์ความฉ้อฉลคดโกง และจิตใจเปื้อนบาปของผู้ใหญ่ เป็นเรื่องที่ทำกันมานานและหลายเรื่องแล้ว เช่นเดียวกับเรื่องสั้น “เพื่อนใหม่ของลูกสาว” ของ ใบไม้ปลิว (พรพิมพ์ แซ่ลิ้ม) อย่างไรก็ดี แม้จะเป็นประเด็นเก่า ๆ และกลวิธีแบบเดิม ๆ แต่เรื่องนี้ก็มีความน่าสนใจที่ผู้เขียนเล่าเรื่องเก่า ๆ เดิม ๆ ได้ออกมาอย่างมีเสน่ห์ในระดับหนึ่ง และถือว่าเอาคนอ่านอยู่พอสมควร
เรื่องราวเล่าถึงแม่ในครอบครัวแสนสุขครอบครัวหนึ่ง มีชีวิตอยู่ในบ้านแสนอบอุ่นมานาน แต่แล้ววันหนึ่งก็มีครอบครัวใหม่ย้ายเข้ามา ตอนแรกเธอรู้สึกดีใจที่ลูกสาวมีเพื่อนเล่น ภายหลังเธอพบว่าเพื่อนใหม่ของลูกสาวนั้นเป็นเด็กมีปัญหา เธอจึงสั่งไม่ให้ลูกสาวไปเล่นกับเพื่อนใหม่คนนั้นอีก ทิ้งไว้เพียงคำถามที่ไร้คำตอบจากปากของเด็กไร้เดียงสาว่า เพื่อนใหม่ของลูกสาวทำผิดอะไร?

การสร้างภาพคู่เปรียบ (Contrast)
กลวิธีการเล่าเรื่องที่ (ดูเหมือนจะ) ใช้ได้ดีอยู่อย่างการเล่าเรื่องเปรียบเทียบระหว่างครอบครัวที่ดี (ครอบครัวของตัวละครเอก) กับครอบครัวที่มีปัญหา (ครอบครัวย้ายมาใหม่) เป็นกลวิธีที่ผู้เขียนเลือกมาใช้ โดยเฉพาะการพรรณนาครอบครัวของตัวเองที่ย้ำบ่อย ๆ ว่าเป็นครอบครัวในฝัน

เห็นอย่างนี้แล้ว คุณคงคิดว่าครอบครัวของฉันเป็นครอบครัวที่อบอุ่นมีความสุขใช่ไหม แน่นอน คุณคิดถูก ครอบครัวของเราแทบจะเรียกได้ว่าเป็นครอบครัวในอุดมคติเลยก็ว่าได้ บ้านกว้างขวางน่าอยู่ เป็นระเบียบเรียบร้อย สิ่งแวดล้อมในละแวกบ้านก็ดีเยี่ยม ฉันเป็นแม่บ้านที่พร้อมด้วยคุณสมบัติต่างๆ สามีหรือก็มีหน้าที่การงานดี ฐานะมั่นคง แถมยังรักครอบครัว ส่วนน้องแจนก็เป็นเด็กดี สุขภาพแข็งแรง เรียนหนังสือเก่ง

ขณะที่อีกครอบครัวหนึ่ง ดูเหมือนจะมีบางอย่างผิดปกติไป

ผู้หญิงคนนั้นยิ้มรับ แต่ก็ดูระแวดระวังในที คงเพราะรู้สึกแปลกหน้าและไม่คุ้นเคย
...
น้องนุ่นยกมือไหว้ฉันอย่างว่าง่าย แต่ท่าทางแกดูเงียบจัง ท่าจะรุ่นๆน้องแจน แต่ดูขรึมเกินวัยมาก แววตาดูหม่นหมอง สีหน้าก็เรียบเฉยไม่แสดงออกซึ่งอารมณ์ใดๆ

แล้วตัวละครเอกก็พบว่า มีสิ่งไม่ดีหลายอย่างจากเด็กอีกคนที่พร้อมจะมาแปดเปื้อนลูกสาวเธอได้ทุกขณะ

“เมื่อคืน ที่นุ่นมานอนกับหนู นุ่นด่าหนูว่าอีสัตว์”
“ว้าย! ทำไมหนูพูดอย่างนั้น” ฉันเผลออุทานเสียงแหลมด้วยความตกใจ
“หนูไม่ได้พูดนะคะ นุ่นเขาไม่ยอมให้หนูปิดไฟ เพราะเขาอยากเล่นต่อ แต่มันสี่ทุ่มแล้ว เขาเลยด่าหนู อีเหี้ย อีสัตว์”
...
“พ่อตัวไม่เคยทำแบบนี้กับตัวเลยเหรอ”
“แบบไหนล่ะ”
“แบบนี้ไง” คำพูดของน้องนุ่นทำให้ฉันต้องพยายามมองลอดเข้าไปข้างใน
แล้วฉันก็ได้เห็นสิ่งที่ฉันไม่มีวันคาดคิด น้องนุ่นจับตุ๊กตาบาร์บี้ชายหญิงที่ร่างของมันเปลือยเปล่าหันประกบกันเลียน แบบท่าร่วมเพศของผู้ใหญ่

นับว่าในจุดนี้ผู้เขียนทำได้ดี เมื่อรวมเข้ากับมุมมองของผู้เล่าที่เป็นแม่ของลูกสาว ที่ต้องห่วงลูกสาวมากกว่าปกติเมื่อพบเห็นพฤติกรรมเช่นนี้ของเพื่อนใหม่ จนถึงขั้นต้องบอกให้ลูกสาวเลิกคบเพื่อนใหม่เสีย

“นุ่นผิดตรงไหนกัน?”: คำถามวิพากษ์สังคม
นั่นคือคำถามที่เด็กน้อยถาม และเป็นคำถามเดียวกับที่ผู้เขียนยิงออกมาให้ผู้อ่านได้ตระหนักว่า แท้ที่จริงแล้วเพื่อนใหม่ของลูกสาวคือ น้องนุ่น ทำอะไรผิด ในเมื่อเธอเป็นเพียงผ้าขาวบริสุทธิ์ที่ถูกกระทำโดยผู้ใหญ่ทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นคำหยาบ (ที่ได้มาจากแม่) และการถูกคุกคามทางเพศ (จากพ่อ) ซ้ำยังถูกผู้ใหญ่อย่างตัวละครเอก ซึ่งเปรียบเสมือนตัวแทนของคนในสังคมใช้ทัณฑ์สังคม (Social Sanction) ลงโทษโดยการคว่ำบาตร ไม่ให้ลูกสาวของตนคบเธออีกต่อไป ดังเช่นที่น้องแจนพูดออกมาอย่างคับแค้นในตอนจบว่า

“นุ่นไม่ดีตรงไหน นุ่นผิดตรงไหนกัน มีแต่คนรังแกเขา คุณแม่ก็รังแกเขา!”

นอกจากนั้นผู้เขียนยังได้วิพากษ์วิจารณ์สังคมไทยที่มักจะสั่งสอนให้เชื่อโดยไม่มีเหตุผล ดังเช่นที่ตัวละครเอกได้บอกลูกสาวให้เลิกคบครั้งนี้ ผู้เขียนได้บรรยายว่า

ตอนที่พูดประโยคนี้ ฉันเองก็ไม่แน่ใจว่าทำถูกหรือเปล่า แต่เอาเถอะ แม้ว่าน้องนุ่นจะน่าสงสาร แต่ฉันก็ไม่ต้องการให้โลกที่แสนสวยงามที่ฉันอุตส่าห์บรรจงสร้างสำหรับลูกสาวต้องแปดเปื้อนเพราะเด็กอย่างน้องนุ่น
“นุ่นไม่ดีตรงไหนคะแม่”
“แม่บอกว่าไม่ดีก็ไม่ดีสิ” ฉันเองก็จนปัญญาจะอธิบายให้ลูกสาวตัวแค่นี้เข้าใจ “น้องแจนอย่าดื้อกับแม่นะ นี่ก็ติดน้องนุ่นมาใช่ไหม” ฉันแกล้งดุกลบเกลื่อนคำถามที่ยากจะตอบของน้องแจน
ลูกสาวของฉันไม่ค่อยถูกดุบ่อยครั้งนัก และทุกครั้งที่ฉันดุ ก็เพราะน้องแจนทำความผิด ซึ่งฉันจะอธิบายเหตุผลให้เข้าใจได้เสมอ แต่ครั้งนี้เด็กหญิงไม่รู้ว่าตัวเองผิดอะไร และฉันเองก็อธิบายไม่ได้

การบอกให้เชื่อเพราะความหวาดกลัว หรือไม่สามารถอธิบายได้เพราะเป็นเรื่องที่เกี่ยวพันกับเรื่องเพศ เป็นลักษณะของสังคมไทยที่มักจะปกปิดหลบซ่อนเรื่องเหล่านี้โดยไม่อธิบายให้เด็กเข้าใจ อันอาจเป็นหนทางที่เด็กไปลองผิดลองถูกเองและเสียคนมานักต่อนัก การไม่ยอมนำทางที่ถูกควรของผู้ใหญ่ เอาแต่สั่งห้ามนี้เองจึงเป็นต้นเหตุของปัญหาเด็กและปัญหาสังคมที่ยังคงมีอยู่ในปัจจุบัน

ความไม่สมจริงบางประการ
การสร้างภาพคู่เปรียบ และการสอดแทรกคำถามเพื่อวิพากษ์สังคม นับว่าผู้เขียนทำได้ดี สามารถสื่อสารที่ต้องการจะสื่อได้ชัดเจน และกระตุ้นให้ผู้อ่านหันกลับมามองสังคมและขบคิดหาทางออกได้ นับว่า “เอาอยู่” แต่ไม่ถึงกับทำให้ผู้อ่าน “หัวคะมำ” ได้ เพราะเรื่องสั้นเรื่องนี้ยังมีจุดบกพร่องอยู่หลายประการ เช่น การเล่าที่ยังดูไม่เป็นธรรมชาตินักในหลายจุด

คุณแก้วขอปลีกตัวเข้าบ้าน หรืออีกนัยหนึ่ง เธออาจไม่อยากสมาคมกับฉันนัก เลยเผ่นก่อนดีกว่า
การสนทนาครั้งแรกกับเพื่อนบ้านคนใหม่ จึงจบลงเพียงเท่านี้
กลิ่นอาหารเช้าหอมไปทั่วบ้าน คุณสามีและน้องแจนจึงได้ลุกจากที่นอน ลอยตามกลิ่นลงมาได้

จะเห็นว่าลีลาภาษา และการตัดฉากจากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่งยังไม่ราบรื่นมากพอ แต่ก็ไม่ถึงกับทำให้เรื่องสะดุด
หรือประโยคสุดท้ายที่เป็นประโยคปิดเรื่องที่ว่า

“นุ่นไม่ดีตรงไหน นุ่นผิดตรงไหนกัน มีแต่คนรังแกเขา คุณแม่ก็รังแกเขา!”

ในแง่หนึ่ง ประโยคนี้ดีตรงที่ปิดเรื่องได้อย่างสะเทือนใจ แต่ผู้วิจารณ์รู้สึกแปลกใจกับคำว่า “รังแก” ที่ติดมากับประโยค ทั้งที่ก่อนหน้านี้น้องแจนก็ไม่มีทีท่ารับรู้ว่า ทุกสิ่งที่ผู้ใหญ่ทำกับนุ่นนั้นเป็นการ “รังแก” เธอแต่อย่างใด ทั้งเรื่องคำหยาบ การคุกคามทางเพศ การคว่ำบาตร อาจพ้นวิสัยของเด็กอายุเพียงแปดขวบที่จะเข้าใจว่านั่นคือการ “รังแก” ของผู้ใหญ่ การมีคำว่ารังแกติดมาในประโยคจึงทำให้คำพูดนี้ขาดความสมจริงไปนิดหนึ่ง (แต่หากไม่มี เรื่องจะลดความสะเทือนใจลง ถามผู้วิจารณ์ว่าจะแก้ไขอย่างไร ผู้วิจารณ์ก็ยังหาคำตอบไม่ได้)
รายละเอียดเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่ควรจะใส่ใจเพิ่มเติม ก็เช่น การถูกพ่อ “ข่มขืน” ตั้งแต่ยังอายุไม่ถึงแปดขวบ แม้ผู้วิจารณ์จะไม่เคยเป็นเด็กผู้หญิง แต่คิดว่าความเจ็บเมื่อถูกข่มขืนตอนแปดขวบ ซึ่งเป็นช่วงที่อวัยวะเพศหญิงไม่น่าจะพอรองรับอวัยวะเพศชายของพ่อได้ จึงไม่น่าจะเจ็บเพียง “เจ็บยิ่งกว่าโดนมีดบาดนิ้วอีก” ความเปรียบน่าจะเป็นความเจ็บในระดับ “เจ็บเหมือนตัวจะขาดออกจากกัน” หรือ “เจ็บเหมือนโดนฉีกตัวออกเป็นสองซีก” มากกว่า
โดยภาพรวม เรื่องนี้ก็ถือว่าทำได้ดีในการเอาเรื่องเดิม ๆ ประเด็นเดิม ๆ ที่เล่ากันมาหลายครั้งแล้วมาเล่าใหม่ได้อย่างน่ารับฟัง การปรับภาษาและการตัดฉากให้ราบรื่นขึ้น การใส่ใจรายละเอียดความสมจริงเล็ก ๆ น้อย ๆ นั่นจะเป็นจุดที่ทำให้เรื่องสั้นไม่แค่เอาผู้อ่านอยู่ แต่ทำให้ผู้อ่านหัวคะมำได้ทีเดียว ถือเป็นเรื่องที่ฝึกฝนต่อไปได้ และถือว่าเรื่องนี้เป็นการเริ่มต้นที่ไม่เลวเลยสำหรับนักเขียนหน้าใหม่



















ทัศนะวิจารณ์ Me in the Dark บางประการ

ต้องขออภัยจริง ๆ สำหรับเรื่อง Me in the Dark ของ จิระ (จิรัฏฐ์ ประเสริฐทรัพย์) ที่ผู้วิจารณ์ต้องยอมรับว่า “เข้าไม่ถึง” นั่นไม่ได้แปลว่าเรื่องนี้เขียนไม่รู้เรื่อง หรือไม่มีความดีเด่น แต่ความผิดทั้งหมดอยู่ที่ผู้วิจารณ์ที่อ่านและศึกษาเรื่องสั้นแนวนี้น้อยเกินไป จึงยังไม่มีความรู้หรือมุมมองกรอบทฤษฎีใดมาใช้วิเคราะห์วิจารณ์เรื่องออกมาได้เป็นน้ำเป็นเนื้อ (กระทั่งจะตั้งชื่อบทวิจารณ์ยังไม่สามารถทำได้) ครั้นจะถู ๆ ไถ ๆ วิจารณ์ไปแบบรู้บ้างไม่รู้บ้าง มั่วนิ่มไปบ้างก็เกรงจะเป็นยาพิษมากกว่าเป็นประโยชน์ต่อผู้อ่านและผู้เขียน จึงขอแสดงเพียงความคิดเห็นและข้อสังเกตบางประการเท่านั้น

ว่าด้วยชื่อเรื่อง
นอกจากเนื้อเรื่องที่ชวนเหวอแล้ว สิ่งที่น่าสนใจประการหนึ่งคือชื่อเรื่อง น่าสนใจตรงที่ ทำไมต้องเป็นภาษาอังกฤษ
ทำไมต้องเป็น Me ทำไมไม่ใช่ I (I’m in the dark) Me ว่ากันในสถานะคำนั้นเป็นสรรพนามแทนตัว (Pronoun) และไม่ค่อยใช้กันบ่อยนัก เช่นว่า Excuse Me (ขอประทานโทษแก่กระผม)
หากแปลชื่อเรื่องสั้นนี้กลับมาเป็นภาษาไทย คงอีหลักอีเหลื่อพอสมควร เพราะสรรพนามแทนตัวของไทยนั้นสอดคล้องกับคำว่า I เสียมากกว่า ขณะที่ Me นั้นจะเป็นตัวกรรมที่ต้องมี “แก่” มาเชื่อม จึงจะได้ความหมาย
พอเห็นอะไรบางอย่าง แม้จะไม่ชัดนัก- I คือตัวประธานที่เป็นผู้กระทำ ส่วน Me อยู่ในส่วนของกรรมผู้รับผลการกระทำจากประธาน
Me in the Dark จึงเป็นชื่อที่เหมาะสมอย่างยิ่ง เพราะ Me ก็คือ Reflect ของ I ถือเป็นการเล่นกับสรรพนามที่ชื่อภาษาไทยทำไม่ได้ สอดคล้องกับในเรื่องที่ตัวละครต้องเจอตัวเองในอีกภาคหนึ่ง คำว่า in the Dark ก็ตีความได้ว่า อาจเป็นตัวตนด้านมืดที่ซ่อนอยู่ในตัวเรา (I)
-อาจเชื่อมโยงไปถึงเรื่องกรรม? ตีความไปว่าตัวตนอีกตัวหนึ่งนั้นคือกรรมของตัวเอง แต่ในเรื่องไม่มี “กุญแจ” หรือตัวบอกใบ้ใด ๆ ให้เชื่อมโยงได้ ประเด็นนี้จึงตกไป (หรือมีแต่ผู้วิจารณ์ไม่เห็นเอง)

ว่าด้วยแก่นเรื่อง
เห็นด้วยกับคอมเม้นต์ของคุณมึนแมนที่ว่า ศัตรูที่น่ากลัวที่สุดก็คือตัวเอง องค์ประกอบทั้งหมดของเรื่องทำหน้าที่บอกเล่าให้ผู้อ่านเข้าใจได้เช่นนี้

ว่าด้วยแนวเรื่อง
อาจจะจัดเป็น Surreal เพราะภาพการตัดแขน ดูดเลียลิ่มเลือดอย่างเอร็ดอร่อย นอกจากจะสื่อถึงการฆ่า การประหัตประหาร ยังสามารถตีความไปถึงเรื่องเพศได้อีกด้วย แต่ก็ยังไม่มี “กุญแจ” หรือตัวบอกใบ้เชื่อมโยงว่าจะพูดเรื่องเพศ (หรือมีแต่ผู้วิจารณ์ไม่เห็นเอง)