วันอาทิตย์ที่ ๒๐ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๕๒

ฉันรักคุณค่ะ ที่รักของฉัน

เรื่องสั้นส่งประกวด Indy short Story Award



รื่อง ฉันรักคุณค่ะ...ที่รักของฉัน


ในวันที่ท้องฟ้าแจ่มใสของน้ำหวานเด็กสาวที่เรียนจบมาใหม่ๆเธอพึ่งได้รับปริญญามาเมื่อว่านซึ่งยังคงเห่อกับใบปริญญาที่ได้รับมาเมื่อวานนี้แต่เธอก็ดีใจมากขึ้นไปอีกเมื่อเธอได้รับโทรศัพท์ที่บ่งบอกว่าเธอได้งานทำแล้วซึ่งเป็นบริษัทที่เธอเลือกเป็นอันดับหนึ่ง ซึ่งบริษัทมีสวัสดิการที่ดีมากเป็นที่หมายตาให้กับคนโดยทั่วไปอย่างมากมายแต่เธอก็เป็นหนึ่งในจำนวนไม่กี่คนที่บริษัทรับเข้าทำงานเธอรีบโทรไปหาแม่ที่ทำงานว่าเธอได้งานทำแล้วบริษัทมีที่บ้านพักให้ด้วย เธอก็เช่นกันได้รับบ้านพักหนึ่งหลังเธอไม่รี่รอรีบเพ็กของใส่กระเป๋าและเก็บของใช้ส่วนตัวเพื่อที่จะไปพบกับผู้ดูแลบ้านที่บริษัทได้แจ้งไว้ เธอโทรแจ้งกับเจ้าของบ้านเมื่อเดินทางมาถึงในที่แรกรู้สึกงงเพราะว่าเสียงที่ได้ยินทางโทรศัพท์เป็นคุณลุงแก่ๆคนหนึ่งแต่คนที่เธอเห็นยืนอยู่หน้าที่ตามหมายเลขที่อยู่หน้าบ้านที่เป็นอันว่าเธอไม่ได้มาสอยผิดเธอก็ได้แต่ยิ้มและเดินเข้าไปถามว่าขอโทษนะคุณอยู่บ้านหลังนี้เหรอเปล่าค่ะ คือดิฉันเป็นพนักงานของบริษัทนี้นะค่ะไม่ทราบว่าบ้านหลังนี้เอ่อ ชายที่ยืนตรงหน้าบอกว่าครับบ้านหลังนี้เป็นของคุณนั้นแหละครับคุณน้ำหวาน น้ำหวานยืนนิ่งไปเมื่อเข้าหันหน้ามาเผชิญหน้ากับเธอด้วยความหล่อคมเข้มแต่สิ่งที่ทำให้เธอประหลาดใยยิ่งกว่าคือเค้ารู้จักชื่อเธอได้อย่างไร ผมเป็นเจ้าของบ้านที่บริษัทของคุณมาเช่าให้พนักงานทุกหลังแหละครับร่วมถึงบ้านหลังที่คุณกำลังจะเข้ามาอยู่ด้วยผมให้คนมาทำความสะอาดให้เรียบร้อยแล้วนะครับเหลือแต่คุณที่ยังไม่ได้ย้ายของเข้ามาอยู่ก็เท่านั้นเองครับ ออผมลืมแนะนำตัวไปผมน้ำใสครับ น้ำหวานยิ้มแบบงงแต่ก็ตอบรับด้วยรอยยิ้มและตอบกลับไปว่าฉัน น้ำหวานค่ะ ครับผมทราบแล้วจากเอกสารที่บริษัทส่งให้นะครับ ผมช่วยถือของเข้าบ้านนะครับวางของไว้ห้องรับแขกก่อนนะครับผมจะพาชมบ้าน บ้านหลังนี้ตบแต่งไว้เรียบร้อยแล้วนะครับพร้อมให้คุณน้ำหวานเข้ามาอยู่ได้เลยเพียงแค่นำเสื้อผ้าของใช้ตัวส่วนมาก็พอครับ น้ำใส่พาน้ำหวานเดินชมบ้านจนทั่วโดยมีน้ำหวานเดินตามพร้อมสายตาชื่นชมว่าบ้านหลังนี้สวยมากจริงๆเหมือนบ้านในฝันที่เธอเคยคิดไว้ไม่มีผิด เมื่อเค้าพาเธอเดินดูบ้านจนทั่วเค้าก็มาหยุดยืนตรงที่ห้องรับแขกพร้อมเรียก ชื่อเธอว่าคุณน้ำหวานครับผมรบกวนอ่านสัญญาและเซนต์สัญญาด้วยครับ น้ำหวานหันมาตามเสี่ยงที่เรียกพร้อมส่งร้อยยิ้มและหนังอ่านสัญญาสักครู่พร้อมกับเซนต์ชื่อของเธอกำกับลงไปทันที่ เพราะเธอหลงรักบ้านหลังนี้เข้าอย่างจัง ถ้าไม่รีบเซนต์สัญญาคงเป็นเรื่องแปลกมากเลยที่เดียว เรียบร้อยนะค่ะเธอหันไปถามคนที่หนังรอเธออยู่เค้ารับคำทันที่ว่าครับ เรียบร้อยครับงั้นผมขอตัวกลับก่อนนะครับถ้ามีอะไรก็บอกได้นะครับผมอยู่บ้านข้างๆคุณนี้แหละครับถ้าผมไม่อยู่ก็บอกลุงคมไว้ก็ได้ครับลุงเค้าจะมาช่วยคุณเองครับ อ้อยินดีต้อนรับครับ ค่ะขอบคุณนะค่ะ บริษัทคุณจะมีรถตู้มารับที่หน้าบ้านตอน7.30น.นะครับขอให้สนุกกับงานใหม่เพื่อนใหม่ที่ทำงานและที่นี้นะครับ ผมไปก่อนแหละคุณน้ำหวานจะได้เก็บของแล้วก็พักผ่อน ไปนะครับ ขอบคุณนะค่ะอ้อเรียกฉันว่าน้ำหวานเฉยๆก็ได้ค่ะไม่ต้องเรียกคุณหรอก ครับงั้นคุณเรียกผมว่าพี่น้ำใสก็ได้ครับเพราะคุณเป็นรุ่นน้องผมสองปี ค่ะได้ค่ำพี่น้ำขอบคุณอีกครั้งนะค่ะสำหรับทุกเรื่องในวันนี้ค่ะ ครับยินดีครับผมไปก่อนนะครับค่ะ เมื่อน้ำใสเดินจากไปน้ำหวานก็รีบวิ่งเดินขึ้นข้างบนชั้นสองทันที่เปิดหน้าต่างแหละประตูระเบียงหน้าห้องนอนเพื่อให้ลมได้พัดเข้าได้ดีเธอบรรจงเก็บเสื้อผ้าข้าวของใช้ส่วนตัวเข้าที่เข้าทางไม่นานนักทุกอย่างก็เรียบร้อยเธอจึงออกมาเดินดูบ้านอีกครั้งเพื่อทำความคุ้นเคยว่าอะไรอยู่ที่ไหนบ้างพร้อมชมความสวยงามไปด้วยในตัว ดูเมื่อช่วงเวลาจะผ่านไปอย่างรวดเร็วมากเพราะเธอยังไม่ทันที่จะได้ทำอะไรมากนักตะวันก็ใกล้จะลาจากไปเสียแล้วเธอจึงเดินออกมาด้านออกบ้านบ้างเพื่อจะหาอะไรทานในตอนที่เธอนั่งรถเข้ามานั้นเธอเห็นมีร้านอาหารและร้านขายของสดอยู่ไม่ใกล้นักเธอคิดว่าจะเลือกซื้อของสดมาแทนการที่จะซื้ออาหารสำเร็จมาทานแทนน้ำหวานชอบทำอาหารทานเองเพราะว่าสะอาดและก็อร่อยถูกปากเธอที่สุดในระหว่างที่เธอกำลังปิดประตูบ้านเธอก็ได้ยินเสียงคนพูดว่าไปไหนเหรอครับดังขึ้นข้างหลังเธอเมื่อเธอเงยหน้าขึ้นก็เห็นพี่น้ำใส น้ำหวานว่าจะไปหาซื้อของสดข้าวสารแล้วก็พวกของปรุงรสทำอาหารนะค่ะเหรอครับพอดีพี่ก็จะไปซื้อของเหมือนกันงั้นไปด้วยกันเลยนะครับ ได้ค่ะมีไกท์ไปด้วยยิ่งดีเลยค่ะ เธอหัวเราะใหญ่พลอยให้น้ำใส่หัวเราะตามไปด้วย น้ำหวานกับน้ำใสเดินคุยกันไปด้วยเพื่อทำความรู้จักกันให้มากขึ้นและเพื่อเป็นการฆ่าเวลาไปด้วยในระหว่างเดินไปร้านค้า ทั้งคู่คุยกันไปหัวเราะกันไปจนคนที่เห็นในระหว่างทางที่ทั้งคู่ก็ยิ้มให้และต่างคิดว่านี้คงเป็นแฟนขอน้ำใสจนมีป้าคนหนึ่งถามว่าแฟนหรอน้ำใส น้ำใสหันมาทางน้ำหวานและหันกลับไปตอบว่าเปล่าครับน้องเค้าเป็นพนักงานบริษัทเดียวกับลูกชายป้านะครับพึ่งมาวันนี้นะครับ น้ำหวานหันไปสวัสดีป้ารับไหว้ น้ำใสจึงไม่รอช้าบอกว่านี้น้ำหวานครับ น้ำหวานนี้ป้าใจนะเป็นแม่ของพี่นพนะหัวหน้าฝ่ายจัดซื้อนะครับ ออค่ะน้ำหวานส่งยิ้มหวานให้ป้าพร้อมบอกฝากเนื้อฝากตัวกับป้าในเสร็จสับ แล้วทั้งคู่ก็ขอตัวไปซื้อของกันก่อน เดินมาอีกไม่นานก็มาถึงร้านขายของทั้งคู่ต่างเลือกซื้อของ ของตัวเองจนเรียบร้อยน้ำหวานได้ของมาเยอะหน่อยเธอซื้อทุกอย่างเพื่อมาตุนไว้ในตู้เย็นเพื่อจะได้ไม่ต้องออกมาซื้อของบ่อยๆเพราะเงินหาอยากเธอจะต้องประหยัดให้มาก จะได้มีเงินเก็บเยอะๆเธออย่างพาแม่ไปเทียวให้ได้ในสิ้นปีนี้ เมื่อทั้งคู่ต่างซื้อของเสร็จก็ออกมายื่นรอกันทีหน้าร้านเมื่อเธอเดินออกมาก็มาพบกับน้ำใสยืนรออยู่แล้วเมื่อน้ำใสเห็นน้ำหวานถือของมามากมายเค้ารีบเดินมาช่วยน้ำหวานทันที่ จากวันเป็นเดือนจากเดือนเป็นปีเป็นสี่ปีน้ำหวานกับน้ำใสก็กลายมาเป็นคนรักกันและในวันนี้เธอกับเข้าก็เข้านอกออกในบ้านทั้งสองหลังได้เป็นอย่างดีวันนี้ท้องฟ้าก็ยังคงสดใสอีกวันเย็นนี้น้ำใสโทรนัดกับน้ำหวานไว้ว่าจะมารับไปทานอาหารข้างนอกเมื่อน้ำหวานเลิกงานก็รีบมาอาบน้ำแต่งตัวเพื่อจะออกไปทานอาหารกับน้ำใสคนที่เธอรักและคิดจะฝากชีวิตของเธอไว้กับเค้าให้เป็นคนดูแล ไม่นานนักน้ำใสก็มาถึงพร้อมกับเรียกน้ำหวาน น้ำหวานรีบเดินมาเปิดประตูบ้านและก็ออกไปข้างนอกกับน้ำใส เมื่อทั้งคู่ทานอาหารเสร็จน้ำใสก็ขับรถไปจอดข้างสวนสาธารณะที่ทั้งคู่มักจะมาเดินเล่นเป็นประจำน้ำหวานเดินลงมาจากรถดูสายน้ำที่ไหลไปอย่างสบายอารมณ์โดยไม่รู้เลยว่าน้ำใสเดินมาใกล้วันนี้น้ำใสดูแปลกๆไปนิดแต่น้ำหวานก็ไม่ได้ติดใจอะไร เมื่อเธอหันมาเค้าก็เดินมาจับมือของเธอไว้และบอกกับเธอว่าน้ำหวานพี่ขอโทษนะ น้ำหวานรู้สึกงงเล็กน้อยว่าน้ำใสมาขอโทษเธอทำไม ไม่ทันที่เธอจะถามเค้าก็ตอบกับเธอว่าพี่รักคนอื่นแล้วน้ำหวานพี่รักเค้าไม่ได้รักน้ำหวานแล้วนะ พี่ขอโทษนะ น้ำหวานได้แต่ยืนนิ่งไม่พูดไม่จาไม่เพียงน้ำตาที่ไหนอาบแก้มของเธอเค้าพูดเพียงแค่นั้นแล้วก็ไม่พูดอะไรเธอก็เช่นกันไม่ใช้ว่าไม่มีคำถามแต่เธอมีคำถามมากมายที่อย่างจะถามแต่เธอพูดไม่ออกเหมือนมีอะไรมีจุกอยู่ที่คอของเธอจนพูดไม่ออกแล้วมือที่จับมือเธอไว้ก็ปล่อยมือเธอทันที่ทีมีเสี่ยงโทรศัพท์ดังแล้วเค้าก็หันมาบอกกับเธอว่ากลับบ้านเองได้นะพี่ไปก่อนมีธุระนะ แล้วเค้าก็ขับรถออกไป ปล่อยให้เธอยืนอยู่ตรงนั้นเพียงลำพังกับน้ำตาและความเสียใจ เธอเริ่มออกเดินอีกครั้งหลังยืนนิ่งไปไม่รู้ว่านานเท่าไหร่เธอเดินมาตามทางที่คุ้นเคยเรื่อยๆจนมาถึงหน้าบ้านเธอหันไปมองบ้านของคนที่รักอีกครั้งพร้อมกับปิดประตูเข้าบ้านแล้วเธอก็ทิ้งตัวลงบนระเบียงหน้าบ้านพร้อมกับน้ำตาที่ยังไหลออกมาไม่หยุดสาย เธอรู้สึกได้ว่าโลกหยุดหมุนหัวในสลายมันเป็นแบบนี้เอง เธอร้องให้ไม่หยุดแม้แต่เวลาที่เธออาบน้ำเหรอว่าบนที่นอนแต่เธอไม่ได้นอนจนเช้าเธอโทรไปลางานกับพี่ที่เป็นหัวหน้างานเธอทำงานที่นี้ได้สี่ปีแล้วเธอโทรไปบอกพี่ว่าเธอขอลาพักร้อน ในตอนสายเธอเก็บเสื้อผ้าใส่กระเป๋าเดินทางกลับบ้านเธอกลับไปหาแม่ซึ่งเธอพึ่งจะกลับไปหาในวันเสาร์ที่ผ่านมา แม่รู้สึกแปลกใจที่เห็นกลับมาบ้านในวันธรรมดา ถึงได้ถามว่าไม่สบายหรือเปล่าลูกน้ำหวานทำหน้าตาแจ่มใสซึ่งมันขัดกับหัวใจเธอยิ่งนักที่แสนจะเจ็บปวดเธอเดินเข้าไปกอดแม่และบอกกับแม่ว่าที่บริษัทจะพาไปเที่ยวค่ะแม่ แม่ก็ยิ้มและก็ถามว่าไปเที่ยวไหนล่ะคราวนี้เธอหันมาตอบว่าทะเลค่ะแม่ด้วยความเป็นแม่จึงรับรู้ได้ถึงความรู้สึกบางอย่างที่ลูกปิดบังไว้แต่แม่ก็ไม่ได้พูดออกไปน้ำหวานทานข้าวเช้ากับแม่และก็บอกแม่ว่าต้องไปแล้วรถบริษัทคงใกล้มาถึงแล้วต้องรีบออกไปรอ เธอสวัสดีแม่แล้วรีบเดินออกมาจากบ้านจนแม่ของเธอไม่ทันที่จะออกมาส่งในระหว่างที่เธอเดินออกมาขึ้นรถเธอก็ร้องมาตลอดทางแต่เธอก็ต้องรีบหยุดร้องไห้เมื่อมาถึงคิวรถโดยสารที่จะพาไป บขส. เพื่อขึ้นรถทั่วไปในที่ ที่เธออยากไปที่สุดในตอนนี้ในเมื่อเธอมาถึงเธอก็ตีตัวเดินทางไปทะเลทันที ในระหว่างที่รอเวลารออกเธอก็ได้ยินเสียงโทรศัพท์ เมื่อเธอหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเมื่อมองที่หน้าจอก็พบว่าเป็นเบอร์ของคนที่เธอรักแต่ตอนนี้เค้าไม่ได้รักเธออีกแล้วเธอกดปิดเสี่ยงแล้วเก็บโทรศัพท์เข้ากระเป๋าไปแล้วก็มองออกไปที่หน้าต่างไม่นานรถก็ออกจาก บขส. มุ่งหน้าไปในสถานที่เธออย่างไปมากที่สุดในระหว่างทางเธอก็ยังคงปล่อยให้น้ำตาไหลรินไปเรื่อยๆโดยไม่แค่สายตาของใครทั้งนั้น โชคดีที่วันนี้ไม่ค่อยมีผู้คนมากมายนัก ในที่สุดเธอก็มาถึงทะเลสถานที่ ที่เธอชอบมามากที่สุดไม่ว่าเวลามีความสุขหรือทุกแต่เวลาที่เธอร้องไห้เธอชอบให้สายลมเป็นคนคอยเช็ดน้ำตาให้กับเธอยืนมองไปในทะเลทีมีคลื่นที่สวยงามและสายลมที่พัดมาประทะกับหน้าที่เปื้อนน้ำตาใบหน้าของเธออย่างแผ่วบ่อยเธอยืนอยู่อย่างนั้นนิ่งนาน จนมีพนักงานเดินมาถามว่าขอโทษนะครับมีอะไรให้ช่วยไหมครับจองที่พักไว้หรือยังครับค่ะ เธอตอบว่าฉันจองไว้แล้วค่ะ ขอโทษนะครับว่าคุณชื่ออะไรครับผมจะพาไปห้องพักครับเธอแจ้งชื่อและเดินตามคนที่ถือกระเป๋าให้เดินไปที่ห้องพัก เมื่อเธอมาถึงห้องพักเธอก็บอกขอบคุณพนักงานที่มาส่งและพนักงานก็เดินจากไป เธอจึงไขประตูเปิดเข้ามาในห้องพักเธอทิ้งกระเป๋าและตัวลงบนที่นอนแล้วก็นอนตะแคงจากนั้นน้ำใสก็เริ่มรินไหลอีกครั้ง น้ำหวานนอนนิ่งอยู่พักใหญ่ก็ได้ยินเสียงโทรศัพท์ที่สั้นเธอจึงหยิบมันออกมาดู เมื่อเธอหยิบโทรศัพท์ก็ขึ้นมาก็เห็นว่าใครโทรมา เธอได้แต่นั่งมองโทรศัพท์อยู่เนิ่นนานจนคนปลายสายว่างสายไป เธออยากจะปิดโทรศัพท์เสียเหลือเกินหากก็ทำไม่ได้เพราะว่าถ้าแม่โทรมาหาแล้วโทรไม่ติดคงจะต้องเป็นห่วงเธอมากแน่เธอจำใจต้องเปิดโทรศัพท์ไว้เช่นนั้นเมื่อเธอเห็นว่าคนปลายสายได้ว่างสายไปแล้วเธอจึงว่างโทรศัพท์ทิ้งไว้ที่หัวเตียงแล้วก็เดินออกมาจากห้องพักแล้วเธอก็พาร่างที่ไร้วิณญาณเดินไปยังจุดหมายนั้นคือหาดทราย โชคดีเสียเหลือเกินที่วันนี้เป็นวันธรรมดาไม่ค่อยมีผู้คนมาเที่ยวทะเลที่นี้มากนัก แต่หากเป็นวันธรรมดาผู้คนคงมากมายนัก เธอเดินหลบจุดที่มีนักท่องเที่ยวหนาตาไปยังชายหาดที่มีผู้คนน้อยแล้วเธอก็ได้พบสถานที่เหมาะสม มีชิงช้าใต้ต้นไม้ใหญ่และยังไม่มีใครมาจับจองเธอจึงมุ้งหน้าเดินไปทันที่เธอทิ้งตัวลงบนชิ่งช้าและแกว่งเบาๆ จากนั้นความเสียงคลื่นและเสียงลมก็มาแทนที่พร้อมกับน้ำตาที่ไหลออกมาอีกครั้งน้ำหวานนั่งมองทะเลอย่างไร้จุดหมายเหมือนกันหัวใจของเธอในตอนนี้ที่ไร้จุดหมายเช่นกัน เธอไม่รู้ว่าตอนนี้เธอควรทำอย่างไรดีกับชีวิตที่แสนแย่ของเธอ ตอนนี้เธอรู้เพียงอย่างเดียวว่าอยากนั่งอยู่ตรงนี้เพื่อทบทวนเรื่องราวว่ามันเกิดอะไรขึ้นกับเธอ เมื่อวานนี้ ทุกสิ่งเป็นความจริงหรือเธอเพียงแค่ฝันไปถ้าหากนี้เป็นเพียงแค่ความฝันเธออยากที่จะตื่นแล้วเพราะเธอรับมันไม่ไหวจริง หากแต่นี้ก็ไม่ใช้ความฝันแล้วเสียที่เริ่มดังขึ้นในหัวของเธออีกครั้งก็คือเสียงของคนที่รักเค้าพูดซ้ำไปซ้ำมาว่าผมรักคนอื่นแล้วผมไม่ได้รักคุณ” คำพูดคำนี้ยังคงวนซ้ำไปซ้ำมาอยู่ในหัวของน้ำหวานเหมือนใครเปิดให้ฟังซ้ำไปซ้ำมาไม่ยอมหยุด น้ำหวานสายหน้าไปมาเหมือนจะสลัดคำพูดเหล่านั้นให้ออกไปจากหัวแต่ยิ่งทำเช่นนั้นเสียงก็กลับยิ่งดังขึ้น เธอจึงได้แต่นั่งนิ่งๆปล่อยให้น้ำตาไหลออกมาตามที่ใจสั่ง น้ำหวานนั่งอยู่ริมชายหาดตั้งแต่สายจนตะวันตกดินลมทะเลเริ่มเย็นพระจันทร์ขึ้นที่ขอบฟ้าพร้อมดวงดาวที่รายรอมเริ่มขึ้นมาที่ดวงจนในขณะนี้มีดาวอยู่เต็มไปหมดบรรยากาศยิ่งพาให้ใจของน้ำหวานเศร้ายิ่งขึ้นไปอีก แต่ไม่นานนักทุกอย่างก็ต้องหยุดชักงักลงเมื่อมีเสียงไฟและเสียงพูดว่า “คุณครับต้องกลับที่พักแล้วครับหมดเวลาแล้วคนที่พักในนี้ต้องไปอยู่เฉพาะในจุดที่เจ้าหน้าที่จัดไว้ให้นะครับ น้ำหวานรีบลุกขึ้นแหละเดินหลบมาเนื่องจากเธอไม่อยากให้พนักงานทราบว่าเธอร้องไห้ เธอรีบเดินกลับไปที่พักและเมื่อเธอเดินมาถึงหน้าห้องพักเธอก็หยิบกุญแจขึ้นมาไขประตูเพื่อจะเข้าไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าเนื่องจากอากาศที่เริ่มหวานมากแล้ว แต่เมื่อเธอเปิดประตูเข้ามาเธอก็เห็นโทรศัพท์สั่นอยู่ที่หัวเตียงเธอเช็ดน้ำตาเพื่อให้มองเห็นได้ชัดขึ้นว่าใครโทรมาหาเธอไม่ผิดจริงคนที่โทรหาเธอก็คือแม่นั้นเองเธอรีบเช็ดน้ำตาที่ไหลออกมาแล้วรีบรับโทรศัพท์พร้อมบอกกับแม่ว่าเธอมาเที่ยวสนุกมากพอดีไม่ได้หยิบโทรศัพท์ไปเพราะเธอไปเล่นน้ำกับพี่ๆที่ทำงาน หลังจากที่น้ำหวานคุยกับแม่สักพักเธอก็ขอตัวไปอาบน้ำแม่จึงยอมว่างสายไป เมื่อเธอว่างสายจากแม่ก็เห็นว่ามีสายที่ไม่ได้รับ หนึ่งสายในตอนแรกเธอคิดว่าเป็นเบอร์แม่แต่เมื่อเปิดดูก็เป็นเบอร์ของคนที่ทิ้งเธอไปนั้นเอง น้ำหวานนั่งลงบนเตียงมองดูที่หน้าจอมือถือพลันน้ำก็ไหลจากตาอีกครั้งเธอตามองว่าควรทำอย่างไรต่อไปกับชีวิตของเธอดี เธอควรจะทำเช่นไรดีโทรไปหาเค้าเลยดีไหมว่าทำไมถึงได้ทำแบบนี้กับเธอ เธอทำอะไรผิดแต่แล้วเธอก็ไม่กล้าด้วยกลัวว่าเค้าจะบอกว่าไม่รักเธออีก น้ำหวานอยู่ที่ทะเลเพื่อทำใจสามวันจึงเดินทางกลับเพื่อจะไปจัดการกับงานที่เป็นหน้าที่ของเธอ เมื่อเธอกลับมาก็ทำเป็นเหมือนว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้นร่วมถึงเรื่องของเธอกับน้ำใสด้วย เมื่อน้ำใสเดินเข้ามาหาเธอก็ยิ้มให้แล้วเดินไปหาถามเค้าว่าวันนี้จะพาไปกินข้าวเที่ยงที่ไหนดี น้ำใสเห็นน้ำหวานก็รู้สึกแปลกๆจึงถามน้ำหวานว่า น้ำหวานไม่เป็นไรนะ น้ำหวานยิ้มพร้อมกับบอกว่าไม่เป็นไรค่ะน้ำหวานสบายดีแต่วันนี้พี่พาไปทานข้าวไม่ได้นะพี่มีนัด น้ำหวานหุบยิ้มแต่แล้วก็กลับมายิ้มใหม่พร้อมบอกว่าไม่เป็นไรค่ะน้ำหวานไปกินกับพี่ที่แผนกก็ได้ค่ะแต่เย็นนี้พี่น้ำต้องพาน้ำหวานไปกินข้าวเย็นนะ แล้วเธอก็เดินหนีไปน้ำใสพยายามเรียกเพื่อจะบอกว่าเย็นนี้เค้าไม่ว่าง แล้วน้ำหวานก็หันมายิ้มพร้อมบอกว่าน้ำหวานไปรอที่ร้านเดิมนะค่ะ พอถึงเวลาเลิกงานน้ำหวานก็รีบกลับบ้านเพื่อไปอาบน้ำแต่งตัวสวยไปรอน้ำใสที่ร้านอาหารที่ไปด้วยกันเป็นประจำ น้ำหวานไปรอน้ำใสตั้งแต่ หกโมงเย็นจนตอนนี้ก็เป็นเวลาสามทุ่มแล้วเธอสั่งอาหารที่น้ำใสชอบมาเต็มโต๊ะแต่เค้าก็ยังไม่มาสักที่จนเวลาผ่านไปเกือบเทียงคืนแล้วแต่น้ำหวานก็ยังนั่งรอแล้วเด็กที่ร้านก็เดินมาบอกว่าพี่ค่ะร้านจะปิดแล้วพี่จะให้ห่ออาหารไปทานที่บ้านเลยไหมค่ะ น้ำหวานยิ้มทั้งน้ำตาแล้วบอกว่าไมต้องค่ะเก็บเงินเลยค่ะ พนักงานที่เตรียมบิลมาแล้วจึงยืนบิลรายการอาหารให้น้ำหวานดูแล้วไม่ถึงห้าร้อยเธอจึงหยิบเงินในกระเป๋าออกมาห้าร้อยแล้วบอกกับเด็กที่ร้านว่าไม่ต้องทอนนะค่ะแล้วเธอก็ลุกขึ้นแล้วก็เดินจากไป น้ำหวานเดินพ้นเด็กทีร้านมาได้สองก้าวน้ำตาที่กลั่นไหวก็ไหลก็มาไม่หยุดสาย เธอเดินมาถึงสวนสาธารณะใกล้บ้านในเวลาไม่นานนักเนื่องจากร้านอยู่ใกล้กับที่พักแล้วเธอก็ไปยืนอยู่บนสะพานที่เธอและน้ำใสมักจะมายืนดูน้ำด้วยกันเสมอเธอยืนมองสายน้ำที่ไหลแล้วเธอก็ร้องไห้ออกมาโดยไม่มีการอดกลั่นเก็บไว้อีกเลย เธอทรุดตัวลงนั่งกับพื้นสะพาน จากนั้นเธอหยิบโทรศัพท์ขึ้นมากดสายโทรหาน้ำใสเมื่อน้ำใสรับสายเธอก็ถามว่าทำไมไม่มาตามนัด น้ำใสก็บอกว่า “พี่บอกแล้วว่าพี่ไม่ว่าง” น้ำใสนิ่งเงียบได้แต่ร้องไห้น้ำใสจึงตัดสายทิ้งไปน้ำหวานคิดได้เพียงว่าพี่น้ำใสไม่ห่วงเธออีกแล้วเค้ารักคนอื่นแล้วจริงๆ คิดได้ดังนั้นเธอก็ต่อสายโทรหาเค้าอีกพอเค้ารับสายก็พูดกับเธอว่าโทรมาทำไมอีกมีอะไร น้ำหวานได้แต่ร้องไห้เค้าก็บอกว่าร้องเค้าไปลำคาญแล้วก็กดว่างแล้วเธอรู้ว่าวันนี้ต้องไปทำงานแต่ว่าเธอไม่มีแรงแม้แต่จะเดินไปไหนเธอจึงโทรไปลางานกับพี่หัวหน้าแผนกพี่ที่เป็นหัวหน้าจึงได้ถามว่า “น้ำหวานเป็นอะไรหรือเปล่า” น้ำหวานก็รับตอบกลับว่าไม่เป็นอะไรมากนอนพักคงดีขึ้นพี่ที่ทำงานจึงยอมว่างสายไป น้ำหวานจึงเดินกลับบ้านเพราะในช่วงเช้าจะมีคนมาออกกำลังกายกันเยอะ เมื่อเธอมาถึงบ้านก็เห็นน้ำใสพาผู้หญิงคนหนึ่งเดินออกมาจากบ้านพอดีเธอหยุดเดินแล้วก็มองน้ำใสกับผู้หญิงที่อยู่กับน้ำใสพร้อมกับน้ำตาที่ไหลออกมาชนิดที่ว่าไม่มีที่ท่าว่าจะหยุดไหลแล้วน้ำใสก็ขับรถผ่านหน้าน้ำหวานไปเมื่อกับว่าเธอไม่มีตัวตน น้ำหวานทำอะไรไม่ถูกได้แต่ยืนอยู่อย่างนั้นเธอรู้สึกเหมือนถูกเอาเข็มมาแทงเป็นพันเล่มเหมือนว่าโลกหยุดหมุนเธอล้มทั้งยืนพอดีลุงคมมาเห็นพอดีจึงพาเธอเข้าบ้านน้ำหวานบอกขอบคุณลุงคมแล้วบอกกับลุงคมว่าไม่เป็นไรลุงคมปลอมใจน้ำหวานว่า “หนูน้ำหวานไม่เป็นไรนะครับน้ำหวานถึงกลับปล่อยโฮออกมาแล้วกอดลุงคมไว้แล้วถามว่าเธอทำอะไรผิดลุงคมได้แต่เอามือลูบหัวน้ำหวานเพื่อปลอมขวัญให้ น้ำหวานเงยหน้าแล้วบอกกับลุงคมว่าเธอไม่เป็นอะไรแล้ว ลุงคมจึงเดินกลับไปทำงานต่อ น้ำหวานหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาแล้วต่อสายหาน้ำใสแล้วก็บอกกับน้ำใสว่าเย็นนี้ให้มาหาหน่อยมีเรื่องอยากคุยด้วย เค้าไม่ตอบรับหากแต่วางสายไปแล้วในเวลาเกือบหนึ่งทุ่มน้ำใสก็มาเรียกน้ำหวานที่หน้าบ้าน พอน้ำหวานเดินออกมาก็บอกเค้าว่าให้เค้ามาในบ้านก่อนน้ำใสเดินเข้ามาถามว่ามีอะไรอีก น้ำหวานถามว่าทำไมถึงทำกับเธอแบบนี้ เค้าก็บอกว่าก็บอกแล้วไม่ใช้เหรอว่าพี่รักคนอื่นแล้วไม่ได้รักน้ำหวาน “ทำไมพี่น้ำทำแบบนี้” แล้วน้ำหวานล่ะน้ำหวานจะอยู่ได้ไงถ้าไม่มีพี่” ต้องอยู่ได้สิเมื่อก่อนไม่มีพี่น้ำหวานก็อยู่มาได้นิ “แต่น้ำหวานรักพี่น้ำนะ” ถ้าน้ำหวานรักพี่ก็ปล่อยพี่ไปเถอะ” แล้วทุกอย่างก็ตกอยู่ในความเงียบพี่ขอโทษนะสำหรับเรื่องที่ผ่านมา” แล้วน้ำใสก็เดินจากไปทิ้งให้น้ำหวานร้องไห้อยู่อย่างนั้นในคืนนั้นทั้งคืนน้ำหวานได้แต่ร้องไห้เธอพร้อมกับเก็บเสื้อผ้าใส่กระเป๋าเดินทางเธอรู้เพียงว่าเธอไม่สามารถอยู่ที่นี้ได้อีกแล้ว เธอไม่รู้ว่าจากวันที่เค้าบอกเลิกจนมาถึงวันนี้นานแค่ไหนแล้วรู้เพียงว่าใบลาออกที่ยืนไปในเช้าวันรุ่งขึ้นของการบอกเลิกในวันนั้นคงใกล้ครบกำหนดแล้วแต่เธอคงรอไม่ไว้คงต้องขอพี่เค้าออกตั้งแต่วันนี้เพราะเธอคงทนอยู่ไม่ไหวอีกแล้วเมื่อเธอเก็บเสื้อผ้าเสร็จก็ปิดบ้านหลังจากที่ยืนมองมันอยู่อย่างเนินนานเพราะเธอชอบบ้านหลังนี้มากแต่มันไม่ใช้ของเธอนี้ แล้วเธอก็หยิบกระเป๋ามาถือไว้แล้วเดินไปหาลุงคมพร้อมกับยืนกุญแจให้ พร้อมฝากจดหมายไว้ให้น้ำใสหนึ่งฉบับ


พี่น้ำใสค่ะขอบคุณมากนะค่ะสำหรับช่วงเวลาที่แสนดีที่พี่มีให้น้ำหวาน น้ำหวานจะจดจำไว้ไม่ลืมเลยค่ะ ตลอดเวลาที่อยู่ด้วยกันมามันไม่มีความหมายกับพี่บ้างไหม ในหัวใจของพี่ไม่มีน้ำหวานเหลือจริงๆเหรอ พี่น้ำใสลืมน้ำหวานไปหมดแล้วใช้ไหม พี่น้ำใสรู้ไหมที่น้ำหวานเดินจากไปเพราะน้ำหวานรักพี่น้ำใสนะ รักมาก มากกว่าชีวิตของน้ำหวานเสียอีก น้ำหวานหวังว่าจะมีสักวันที่พี่น้ำใสจะโทรหาแล้วบอกให้น้ำหวานกลับมาหาพี่น้ำใสอีก น้ำหวานหวังว่าคนที่พี่รักเค้าจะรักและดูแลพี่เหมือนที่น้ำหวานทำขอให้เค้ารักพี่มากมาก ขอให้พี่มีความสุข วันนี้น้ำหวานต้องไปจากพี่น้ำจริงๆแล้วนค่ะ พี่คงรู้สึกดีใจมากเลยสินะค่ะที่วันนี้น้ำหวานจะไปจากชีวิตของพี่น้ำใสสักที ถ้าวันไหนที่พี่น้ำใสรู้สึกแย่ รู้สึกเหนื่อยล้าน้ำหวานขอให้พี่น้ำใสรู้ไว้ว่าจะมีน้ำหวานอยู่ข้างๆพี่น้ำใสเสมอไม่ว่าเวลาจะผ่านไม่นานแค่ไหนจะมีน้ำหวานอยู่ตรงนี้เสมอไม่ไปไหนไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานแค่ไหนก็ตาม น้ำหวานก็จะรอพี่น้ำใสอยู่ตรงนี้ไม่ไปไหน ดูแลตัวเองดีๆนะค่ะต่อไปนี้น้ำหวานคงไม่ได้มาดูแลพี่น้ำใสอีกแล้ว


รักพี่น้ำใสเสมอทุกลมหายใจเข้าออกค่ะ


ลาก่อนนะค่ะผู้ชายที่น้ำหวานรักสุดหัวใจ












เมื่อน้ำหวานกลับมาถึงบ้านแม่ก็ตกใจเล็กน้อยแต่ก็พอเดาได้ว่าต้องเกิดอะไรขึ้นกับลูกสาวของเธอเพราะน้ำหวานเก็บของกลับมาขนาดนี้แต่ผู้เป็นแม่ก็ไม่ได้ถามอะไรมากเพราะกลัวว่าจะไปทำร้ายหัวใจส่วนไหนของลูกสาวจึงได้แต่ถามว่ากินอะไรมาหรือยังน้ำหวานตอบแม่ด้วยสีหน้าที่ร่าเริงว่าหนูกินมาเรียบร้อยแล้วค่ะแม่แต่ผู้เป็นแม่ก็อดถามไม่ได้เมื่อเห็นลูกสาวชัดๆว่าดวงตาของลูกเต็มไปด้วยความเศร้าเสียใจเมื่อแม่น้ำหวานถามน้ำหวานว่าไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นหนูก็ยังเป็นลูกของแม่เสมอนะน้ำหวานแม่รักหนูนะเพียงแค่นั้นน้ำหวานก็ร้องไห้ร้องมาทันทีและก็เดินไปกอดแม่พร้อมทั้งน้ำตาในช่วงเวลาที่เธอรู้สึกแย่ที่สุดแต่เธอก็ยังมีแม่ที่ค่อยเป็นกำลังใจให้เสมอ แม่พาน้ำหวานไปวัดบ่อยๆตามที่เธอขอไปปล่อยนกปล่อยปลาน้ำหวานเริ่มดีขึ้นเรื่อยๆเธอสวดมนต์ไหว้พระทุกวันและในวันหนึ่งเธอก็คิดว่าเธอต้องหางานทำเธอจึงไปร้านอินเตอร์เน็ตและหางานทำในขณะที่เธอหางานอยู่นั้นเธอก็คิดเรื่องธรรมะขึ้นมาจึงเปิดเว็บไซค์ดูเกี่ยวกับนิทานของพระพุทธเจ้าเธอก็ได้พบกับนิทานหนึ่งเรื่องที่ช่วยให้เธอทำใจเกี่ยวกับความรักได้มาก นิทานธรรมะที่เธอเจอในเว็บก็คือประวัตินางโกกิลา เป็นเรื่องราวความรักของหญิงสาวที่เป็นทาสที่หลงรักพระอานนท์แล้วก็หาทางทำทุกอย่างให้พระอานนท์รักนางแต่พระอานนท์เป็นผู้บรรลุทางธรรมแล้วจึงได้เทศให้นางฟังว่า


ความรักก็เปรียบเสมือนกับไฟ เราใช้มือเปล่าจับไฟไม่ว่าจะรู้วิธีจับอย่างไรก็ร้อนอยู่ดี เมื่อน้ำหวานได้อ่านก็คิดได้และเริ่มทำใจได้มากขึ้นในขณะที่เดินกำลังจะกลับบ้านได้เดินผ่านร้านค้าที่ขายโทรศัพท์และซิมเธอจึงมีความคิดที่ว่าจะหาซิมมาต่อเน็ตจะได้ไม่ต้องออกมาเล่นที่ร้านเธอจึงหาซื้อซิมมาต่อเน็ตหางาน และในเวลาต่อมาเธอก็มีความคิดว่าเราน่าจะเปลี่ยนเบอร์ไปเลยเมื่อเธอตัดสินใจเช่นนั้นเธอก็เลยเปลี่ยนเบอร์ทันทีโดยบอกเฉพาะคนที่บ้านและเพื่อนสนิทเท่านั้น ต่อมาไม่นานเธอก็ได้งานทำเธอก็ตั้งหน้าตั้งตาทำงานไม่ได้สนใจว่าจะมีใครมาจีบเธอหรือว่ามีของมาให้เธอยังไงตื้อเธอแค่ไหนเธอก็ไม่สนใจเพราะในหัวใจของเธอไม่มีพื้นที่ว่างให้ชายคนไหนทั้งนั้น คนเดียวที่จับจองหัวใจของเธอมีแค่คนเดียวนั้นก็คือน้ำใส แต่เธอรู้ว่าคนที่เธอรักไม่ได้รักเธอแต่เธอก็จะยิ้มได้เสมอเมื่อนึกถึงน้ำใสชายคนที่เธอรักเธอทำงานสักพักก็มีเบอร์โทรของใครคนหนึ่งที่ทำให้เธอต้องแปลกใจเมื่อเห็นในตอนแรกเธอรู้สึกงงว่าพี่น้ำใสโทรมาหาเธอมีธุระอะไรแต่เธอก็ไม่ได้รับสายหรือว่าโทรกลับเธอปล่อยให้โทรศัพท์ดังสักพักที่ทำงานก็หันมาถามว่าทำไมไม่รับโทรศัพท์น้ำหวานยิ้มแล้วตอบว่าไม่อยากใจอ่อนค่ะอีกอย่างเค้ามีคนที่รักแล้วเราไม่ควรไปยุ้งกับเค้าเลยคะเพราะถ้าแฟนเค้ารู้เค้าคงเสียใจแย่เลยค่ะเมื่อที่หนูเคยเสียใจไงค่ะเพราะฉะนั้นต่างคนต่างอยู่ดีแล้วค่ะแอ้ว่าแต่ว่านี้เป็นเบอร์ใหม่ของหนูนะเค้าไปเอาเบอร์มากไหนเนี้ยหรือว่ามีเพื่อนคนไหนหักหลังหนูเปล่าเนี้ย เมื่อน้ำหวานคิดได้ดังนั้นก็รีบโทรหาเพื่อที่คิดว่าน่าจะเป็นคนแรกที่อาจพลาดได้ที่สุดแต่เมื่อน้ำหวานโทรไปเพื่อนก็บอกว่าเปล่า ส่วนคนอื่นไม่ต้องพูดถึงเพราะว่าพี่น้ำใสไม่มีเบอร์หรอกว่าแต่เค้าไปได้เบอร์มาจากไหนนะแต่ก็ชังเถอะ น้ำหวานทำงานที่บริษัทใหม่ได้ไม่นานนักแต่เธอก็เป็นที่รักใคร่ของคนทีทำงานด้วยความที่เธออายุน้อยที่สุดในที่ทำงานบวกกับความชั่งพูดยิ้มเก่งทำให้เธอเป็นที่รักใคร่ของทุกคนมีคนมากมายมาจีบเธอแต่เธอกับไม่เคยสดใจใคร่มีหลายคนที่ทุ่มเงินเวลามาดักรอเธอแต่เธอก็จะมีพี่ที่ทำงานค่อยช่วยเหลือเสมอๆเธอเราเรื่องของหัวใจให้พี่ที่ทำงานฟังเพราะว่าพี่มักจะถามว่าทำไมไม่เลือกคบใครสักคนเธอก็บอกว่าเธอมีคนที่เธอรักอยู่แล้วเธอไม่อยากทำร้ายคนอื่นเพราะถึงคบคนอื่นไปสักวันเค้าต้องเสียใจเพราะไม่ว่ายังไงเธอก็คงรักใครไม่ได้อีกทั้งที่ใจของเธอยังมีใครอีกคน เธออยากให้เธอรอตัวเธอลืมคนที่เธอรักให้ได้เสียก่อน ก่อนที่เธอจะไปรับใครสักคนเข้ามาในชีวิตของเธอ แต่วันที่เธอจะลืมใครคนนั้นคงไม่มีแม้เวลาจะผ่านไปนานสักแค่ไหน ในบางครั้งที่น้ำหวานเห็นใครๆเดินคู่กันเธอก็มักจะคิดว่าน่าอิจฉาจังที่เค้ามีคนรักพร้อมทีจะเดินเคียงข้างมีคนค่อยห่วงใยเวลาที่เจ็บป่วยมีคนให้โทรหาแต่สำหรับน้ำหวานไม่มีนอกจากแม่แล้วก็เพื่อนเธอไม่ได้โทรหาใครเลย เธออยากโทรหาคน คนหนึ่งมากแต่เธอก็รู้ว่าเธอไม่มีสิทธิ์แม้แต่จะคิดถึงเค้าเพราะว่าเค้ามีคนรักอยู่แล้วเธอจะทำร้ายคนอื่นไม่ได้ เพราะเธอรู้ดีว่าความเจ็บปวดที่เธอเสียคนที่รักเป็นเช่นไรเธอจึงไม่อาจให้คนอื่นมาอยู่ในสภาพเดียวกับเธอได้ ต่อให้เธอรักและคิดถึงเค้ามากแค่ไหนก็ตามเธอก็ไม่อาจที่จะทำตามใจที่อยากจะทำได้ เธอทำได้แค่ดีใจกับคนที่เธอรักเพราะอย่างน้อยเค้าก็ได้อยู่กับคนที่เค้ารัก อย่างน้อยเธอก็มั่นใจได้ว่าเค้าจะมีความสุขดี ดีกว่าทีต้องทนอยู่กับคนที่เค้าไม่ได้รักอย่างเธอ การที่เราได้เห็นคนที่เรารักมีความสุขเราก็มีความสุขไปด้วยถึงแม้มันจะแฝงมากด้วยความเจ็บปวดและน้ำตาเธอก็ยินดีที่จะเดินจากไปเพื่อให้คนที่เธอรักมีความสุข แต่แล้วก็เหมือนจะชะตาเล่นตลกเมื่อวันหนึ่งก็มีเสียงโทรศัพท์ที่เธอไม่คิดว่าจะได้ยินอีกได้ดังขึ้นอีกครั้งไม่ต้องดูเบอร์เธอก็รู้ได้จากเสียงเรียกเข้าที่เธอตั้งไว้เป็นของคนพิเศษอย่างเธอเท่านั้น แค่ได้ยินเสียงน้ำตาก็แทบไหลเธอพยายามหักห้ามใจตัวเองไม่ให้รับสายแล้วเธอก็ทำได้แต่หลังจากนั้นไม่นานเธอก็ได้เห็นเบอร์โทรของพี่น้ำใสเรื่อยๆจนในวันหนึ่งเธอก็ใจอ่อนด้วยความเป็นห่วงซะมากกว่าเพราเธอรู้ว่ามาเค้าจะต้องเดินทางไปต่างจังหวัดเค้าโทรหาเธอแต่เธอไม่รู้ด้วยซ้ำเนื่องจากแบตเธอหมดพอดีเมื่อเธอกลับมาถึงหอพักก็ทำการชาร์จแบตเธอจึงได้เห็นว่ามีเบอร์ที่ไม่ได้รับสายเมื่อเปิดดูก็เห็นว่าพี่น้ำใสโทรหาเธอก็เลยเลือกที่จะโทรกลับด้วยกลัวว่าเค้าจะเป็นอะไรหรือเปล่าแล้วทุกอย่างก็เริ่มเข้าสู้สถานการณ์ที่ดีขึ้นน้ำใสโทรหาน้ำหวานบ่อยขึ้นจนในที่สุดคนสองคนก็กลับมาคบกันเหมือนเดิม น้ำใสดูแลน้ำหวานอย่างดีเหมือนเมื่อก่อนไปเที่ยวดูหนังฟังเพลง จากวันผ่านเดือนเลือนเป็นปีน้ำหวานจึงตัดสินใจลาออกจากที่ทำงานกลับมาหาที่ทำงานใกล้กับน้ำใสเพื่อจะได้มีเวลาอยู่กันเยอะขึ้นเมื่อความรักสุขงอมดีแล้วทั้งคู่จึงตัดสินใจที่จะแต่งงานใช้ชีวิตคู่อยู่ด้วยกันเมื่อทั้งคู่อยู่ด้วยกันทุกอย่างก็ดูเหมือนว่าจะดีน้ำหวานทำหน้าที่ทั้งงานนอกงานในไม่ได้ขาดตกพกพร่องอะไรความรักที่เธอมีให้กับน้ำใสก็มีมากขึ้นทุกวันหากที่แต่คนที่เปลี่ยนก็คือน้ำใสเค้าทำงานกลับบ้านดึกทุกวันไม่เคยมีเวลาพาน้ำหวานไปเที่ยวเหมือนเมื่อก่อนแม้แต่วันสำคัญต่างๆเค้าก็ลืมไปจนหมดน้ำหวานรู้สึกเสียใจแต่ก็ไม่เคยปริปากเลยสักครั้งเธอยังคงทนและไม่เคยระแวงสงสัยอะไรว่าทำไมพี่น้ำใสของเธอเปลี่ยนไปเช่นนี้เค้าไม่เคยโทรหาเธอเลยหลังแต่งงานกันไม่กี่ปีจะมีแต่เธอเท่านั้นที่จะค่อยโทรหาเค้าว่าทานข้าวเที่ยงหรือยังทำงานเป็นอย่างไรบ้างและในวันเกิดเธอก็มักจะทำเซอร์ไพร์เค้าเสมอแต่เค้ากลับไม่เคยใส่ใจว่าในแต่ละครั้งเธอตั้งใจแค่ไหนของขวัญส่วนมากเธอจะทำขึ้นเองเพื่อให้รู้ว่าเธอให้ความสำคัญกับเค้าเสมอหากมีแต่เค้าทีไม่เคยเห็นความสำคัญของเธอเลย ในอีกด้านน้ำใสตั้งใจทำงานเพื่อที่จะได้มีตำแหน่งหน้าที่การงานที่ดีและจะได้มีเงินเก็บมากมากเพื่อว่าเค้าจะได้มีเงินพาน้ำหวานภรรยาที่รักของเค้าไปเที่ยวมีทุกอย่าเหมือนที่คนอื่นมีแต่เค้าลืมไปว่าในทุกวันน้ำหวานก็ต้องการความรักการเอาใจใสจากเค้าเช่นกันในวันนี้เป็นวันเกิดของน้ำหวานแต่ตัวของเธอเองลืมไปเสียวันนี้เป็นวันเกิดของเธอมีเสียงโทรศัพท์ที่เธอไม่เคยได้ยินมานานมากแล้วดังขึ้น น้ำหวานดีใจจนบอกไม่ถูกแล้วเมื่อรับสายน้ำใสก็บอกว่าวันนี้ให้ออกมาทานข้าวนอกบ้านบอกว่าไปรอพี่ที่ร้านเดิมของเรานะ เมื่อนัดแนะเวลาสถานที่กันเป็นที่เรียบร้อยน้ำหวานก็รีบเก็บของเพราใกล้เวลาเลิกงานเธอรีบกลับบ้านเพื่อไปอาบน้ำแต่งตัวเพราะวันนี้จะได้ออกไปทานข้าวนอกบ้าน ซึ่งเธอไม่ได้ไปทานข้าวกับคนรักที่ได้ชื่อว่าเป็นสามีนานมากแล้ว เธอบรรจงแต่งตัวอยู่เสียนาน พอหันมามองนาฬิกาอีกทีก็ใกล้เวลานัดแล้วเธอไม่อยากให้คนที่เธอรักต้องรอเธอหยิบรองเท้าสนสูงที่ไม่เคยใส่มานานสวมลงใสแล้วรีบออกไปยังร้านที่นัดกับคนรักไว้ในระหว่างที่เธอกำลังเดินข้ามถนนเพื่อจะไปร้านที่นัดกับสามีไว้ น้ำใสที่กำลังปิดประตูรถก็มองให้เธอเข้าพอดีเพราะไม่รู้ว่านานแค่ไหนแล้วที่เธอไม่ได้เห็นภรรยาของเค้าแต่งตัวสวยขนาดนี้ วันนี้เค้าตั้งใจจะทำเซอร์ไพร์ภรรยาเนื่องจากวันนี้เป็นวันเกิดของเธอ และเพื่อจะบอกว่าเค้าได้เลื่อนตำแหน่งเป็นรองประธานแล้วต่อไปเค้าจะมีเวลาพาเธอไปเที่ยวอย่างที่เธอมักจะร้องขอให้เค้าพอไปในวันหยุดต่างๆ เค้ามัวแต่มองเธอจนลืมตัวไปทำให้ภรรยาของเค้าหันมาเห็นเค้าเสียก่อนน้ำใสก็ว่าน้ำหวานจะเห็นดอกไม้ที่ถืออยู่ในมือเค้าจึงเปิดประตูรถแล้วรีบเก็บดอกไม้ไว้ในรถเพราะเค้าก็ว่าเธอกำลังจะเดินมาหาเค้าแล้ว ในระหว่างที่น้ำหวานกำลังข้ามถนนอยู่นั้นก็หันไปเห็นพี่น้ำใสสามีที่รักของเธอ เธอจึงรีบไปเดินไปหาเค้าแต่เพราะว่าเธอไม่ได้ใส่รองเท้าสนสูงเสียนานพอวันนี้หยิบมาใสจึงไม่ชินทำให้ร้องเท้าพลิกจนเธอต้องก้มลงไปจับข้อเท้าเพราะความเจ็บแล้วในช่วงเวลานั้นก็มีรถเก่งคันหนึ่งวิ่งมาด้วยความเร็วสูงไม่ทันเห็นว่าเธออยู่ตรงนั้นเมื่อเธอเงยหน้าขึ้นมาก็เห็นรถวิ่งตรงมายังเธอแล้วก็เสียงรถเบรคอย่างดังแล้วตัวเธอก็ลอยมาตกตรงข้างรถคันหนึ่ง น้ำใสหันมาตามเสียงเบรกของรถก็ทันเห็นว่ามีคนถูกรถชนกับตาแล้วทุกอย่างก็แจ่มชัดขึ้นเมื่อคนที่ถูกรถชนมาตกอยู่ตรงหน้าเค้า เค้าตกใจทำอะไรไม่ถูกแล้วเค้าก็คุกเค้าลงข้างๆร่างที่มีแต่เลือดที่ไหลออกมาเต็มไปหมดเค้าบรรจงช้อนร่างนั้นขึ้นมาอย่างเบามือด้วยกลัวว่าเธอจะเจ็บเค้าเรียกเธอ “น้ำหวานได้ยินพี่ไหม น้ำหวาน” น้ำหวานค่อยๆลืมตาขึ้นเมื่อเธอเห็นว่าใครที่เห็นเธอยิ้มให้ชายที่เป็นคนรักแล้วตอบว่าเธอไม่เป็นอะไรพร้อมกับไอออกมาแต่มีเลือดไหลออกมาไม่หยุดที่จมูกและหัวของเธอ เธอรีบถามว่าชายที่เป็นคนรักที่พี่น้ำใสนึกยังไงถึงได้นัดเธอมาทานข้าวนอกบ้านเค้าบอกกับเธอว่าน้ำหวานไม่ต้องพูดพี่จะรีบพาน้ำหวานไปหาหมอ แต่น้ำหวานจับมือของเค้าไว้แล้วตอบว่าไม่ต้องหรอกค่ะพี่น้ำใส น้ำหวานมีเรื่องอยากบอกพี่น้ำใสค่ะก็เหมือนทุกวันแหละค่ะ “น้ำหวานรักพี่นะค่ะ ที่รักของน้ำหวาน” แล้วเธอก็ยกมือที่เต็มไปด้วยเลือดแล้วจับไปที่แก้มของเค้าแล้วพูดว่า “ที่รักค่ะฉันรักคุณค่ะ พี่น้ำใสรักน้ำหวานไหมค่ะพูดได้แค่นั้นมือของเธอก็หล่นลงพื้นน้ำใสน้ำตาไหลพรากเค้ากำลังจะพูดว่าเค้ารักเธอแค่ไหนแค่มันคงไม่ทันเพราะมือที่เค้าจับกุมไว้ที่ใบหน้าได้ร่วงลงพื้น “น้ำหวานพี่รักน้ำหวานนะอย่าทิ้งพี่ไปนะแต่ไม่เสียตอบรับใดๆจากหญิงสาวที่เป็นภรรยาของเค้า น้ำใสตะโกนเรียกชื่อน้ำหวานไม่หยุดจับหน้าเธอขึ้นมาให้เห็นชัดๆพร้อมกับเรียกชื่อของเธอแต่ก็ไรผลไม่รู้ว่านานแค่ไหนมารู้อีกที่ก็มีพยาบาลมาแยกเธอกับเค้า เค้าเหมือนคนที่ไร้สติไม่รู้อะไรเลยจนแม่ของน้ำหวานมาเรียกเค้าแล้วถามว่าเกิดอะไรที่ขึ้นที่หน้าห้องฉุกเฉินเค้าจึงได้สติกลับคืนมา แม่ครับน้ำหวานถูกรถชน แม่น้ำหวานล้มทั้งยืนแต่ดีที่น้ำใสรับไว้ทันเค้าเรียกพยาบาลให้รีบมาช่วยแล้วคุณหมอก็เดินออกมาจากห้องฉุกเฉินเค้ารับเดินเค้าไปหาแล้วถามหมอว่าภรรยาผมเป็นไงบ้างครับคุณหมอ หมอเสียใจด้วยนะครับหมอทำดีทีสุดแล้วเสียใจด้วยจริงครับ พอได้ฟังแค่นั้นน้ำใสรีบวิ่งเข้าไปดูภรรยาของเค้าร่างกายของเธอไปด้วยเลือดใบหน้าซีดเหมือนในร่างกายของเธอไม่มีเลือดหลงเหลืออยู่เลยแม้แต่นิดเค้าเข้าไปกอดเธอพร้อมกับเรียกชื่อของเธอ “น้ำหวาน ผมขอโทษกลับมานะ ผมรักน้ำหวานนะผมสัญญาว่าผมจะพาคุณไปเที่ยวทุกที ผมจะอยู่กับคุณเสมอไม่ทิ้งให้คุณต้องรอทานข้าวเหมือนทุกวันที่ผ่านมาอีกแล้วผมสัญญาว่าผมจะดูแลคุณอย่างดี กลับมานะ ผมขอร้อง” แต่นั้นคงเป็นเพียงเสียงคำขอร้องที่น้ำหวานไม่มีทางได้ยินอีกแล้วทั้งที่รอเวลานั้นมาตลอดเวลาตั้งแต่เธอตงลงที่จะรักผู้ชายคนนี้ เค้าจัดงานศพทำทุกอย่างจนเรียบร้อยเป็นเวลากว่า เจ็ดวันแล้วที่เค้าไม่เคยกลับเข้ามาที่บ้านเลยวันนี้เป็นวันแรกของการกลับมาบ้านโดยไม่มีผู้หญิงที่เค้ารักสุดหัวใจอยู่ในบ้านหลังนี้ และต่อจากนี้ไปก็จะไม่มีเธออยู่กับเค้าอีกแล้ว เมื่อเดินมาถึงหน้าประตูห้องนอนเค้ารู้สึกกลัวขึ้นมาไม่กล้าที่จะเปิดประตูเค้าเข้าไปในห้อง เค้าไม่ได้กลัวผีแต่สิ่งที่เค้ากลัวคือความจริงที่ในห้องนี้จะไม่มีเธออยู่ต่างหาก เค้ารวบร่วมความกล้าอยู่พักใหญ่จึงกล้าที่จะเปิดประตูเข้าไปในห้อง แล้วสิ่งที่เค้าได้เจอก็คือห้องนอนที่เต็มไปด้วยกลิ่นอายของคนรัก ทุกอย่างทุกจักเก็บไว้อย่างเป็นระเบียบเค้าเดินไปหยุดยืนอยู่ที่หน้าทีนอนหยิบหมอนที่ภรรยาที่รักมักจะบอกว่ามันนอนแล้วไม่ค่อยหลับไม่เหมือนได้นอนอยู่บนแขนของเค้า ถ้าได้นอนแบบนี้เธอถึงจะนอนหลับแต่ถ้าวันไหนไม่ได้นอนแขนเค้าเธอก็จะนอนไม่หลับ เค้าหยิบหมอนขึ้นมากอดไว้พร้อมกับเอาหน้าสบลงไปกับหมอนทำให้เค้ายิ่งได้กลิ่นของ น้ำหวานมากยิ่งขึ้นเค้าถึงกับกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่ปล่อยให้น้ำตาไหลออกมาอย่างหยุดไม่ได้เค้ารู้สึกเสียใจมา ที่ตลอดเวลาไม่ได้ดูแลเธออยากที่สามีควรกระทำ เค้ามองไปรอบห้องนอนแล้วก็ไปสะดุดสายตาเข้ากับบ้างอย่างที่อยู่บนชั้นว่างหนังสือเค้าไม่เคยเห็นหนังสือเล่มนี้มาก่อน น้ำหวานชอบอ่านหนังสือมากจึงขอให้เค้าทำชั้นว่างหนังสือให้ในห้องนอนแต่เล่มนี้ดูแปลกไปจากเล่มอื่นๆ เค้าจึงเดินเข้าไปดูแล้วก็หยิบมันออกมา เมื่อเค้าหยิบหนังสือเล่มนั้นออกมาก็พบว่ามีบางอย่างหล่นลงมา เค้าหยิบมันขึ้นมาดูปรากฏว่าหน้าตาที่มีที่ท่าว่าจะหายมันกลับยิ่งไหลออกมามากกว่าเดิมเสียอีก เพราะสิ่งที่เค้าได้เห็นบนกระดาษใบนั้นก็คือรูปถ่ายของเค้ากับน้ำหวานตอนที่เที่ยวทะเลด้วยกันเป็นรูปที่เค้าและเธอทำมือเป็นรูปหัวใจเหมือนในหนังเกาหลี แต่สิ่งที่เรียกน้ำตาไหลในมากยิ่งขึ้นก็คือ ขอความบนรูปถ่าย


...... นี้คือความรักที่เราใช้สองมือสร้างขึ้นมาด้วยกัน รักพี่น้ำใสที่สุดเลยและจะไม่มีวันเปลี่ยนใจ.........


หลังจากหลั่งน้ำตาให้กับข้อความและรูปถ่ายอยู่นั้นเค้าก็หันมาเปิดสิ่งที่อยู่ในมือ เมื่อเค้าเปิดมาในหน้าแรกก็ได้พบกับรูปภาพที่ตัดเป็นรูปหัวใจคือรูปในวันแต่งงานของเค้ากับน้ำหวาน แล้วเมื่อเปิดในหน้าต่อไป เค้าก็ต้องปล่อยน้ำตาให้ไหลออกมาอย่างหยุดไม่ได้ วันนี้เป็นวันครบรอบแต่งงานปีที่สองของเราพี่น้ำจำไม่ได้แล้วเหรอค่ะ ทำไมพี่น้ำไม่กลับมาทานข้าวกับน้ำหวานเลย พี่น้ำปล่อยให้น้ำหวานรอทานข้าวทุกวันเลยนะค่ะ ข้อความเหล่านี้มีล่องลอยของน้ำตาอยู่เป็นจุดๆ บ่งบอกว่าคนเขียนร้องไห้ไปเขียนไป และเมื่อเปิดหน้าต่อๆไปเข้าก็ยิ่งพบว่าน้ำหวานเขียนหลายสิ่งหลายอย่างที่เค้าได้ทำให้เธอเสียใจ ตลอดสองปีหลังที่แต่งงานกันเค้าลืมวันสำคัญทุกอย่างที่เกี่ยวกับตัวเค้าและน้ำหวานเพราะมัวแต่ทำงานหนัก แต่ทุกครั้งน้ำหวานก็ไม่เคยปริปากพูดเลยสักครั้งเดียว จนเค้าเองก็เริ่มลืมจนชิน มีเพียงวันเกิดเค้าเท่านั้นที่จะเห็นครั้ง เมื่อเค้ากลับมาบ้านเธอก็จะนอนหลับอยู่กับเค้กที่หน้าห้องรับแขกเสมอ ส่วนที่เค้ามาช้าเพราะพอเลิกงานก็ไปกินเลี้ยงกับเพื่อนๆต่อโดยลืมไปเลยว่ามีคนที่รักและสำคัญกับเค้าที่สุดรอเค้าอยู่ที่บ้าน และในตอนเช้าน้ำหวานก็จะรีบตื่นขึ้นมาเตรียมอาหารเช้าเหมือนทุกวันแต่วันนี้จะพิเศษกว่าเพราะมีของขวัญว่างไว้ด้วย แต่ผมก็ไม่เคยอยู่ทานกับน้ำหวานเลยบอกเธอเสมอว่าต้องรีบไปทำงานเธอก็จะขอร้องไห้แกะของขวัญที่เธอซื้อให้ก่อน ผมก็จะรีบแกะแล้วก็วางไว้ที่เดิมแล้วรีบออกไปทำงาน ยิ่งเมื่อวันเกิดปีก่อนน้ำหวานเธอเสื้อสูทให้แต่ผมไม่ชอบก็ไม่เคยใสทั้งที่เธอขอร้องไห้ผมใส่ไปทำงานในวันนั้นแต่ผมก็บอกว่าผมไม่ชอบผมไปนะ คืนเสื้อให้เธอแล้วออกไปทำงาน แต่ในวันนี้เสื้อตัวนั้นอยู่ที่ไหนเมื่อคิดได้น้ำใสก็รีบไปเปิดตู้เสื้อผ้าเพื่อหาว่าเสื้อสูทตัวนั้นหายไปไหน เมื่อเค้าเปิดตูใช้สายตาหาไม่นานก็พบเสื้อตัวดังกล่าว เค้าจึงหยิบมันออกมาแล้วก็กอดมันไว้แล้วก็สวมเสื้อดูมองดูในกระจก เสื้อพอดีตัวใสแล้วดูดีมากทำไมเค้าถึงบอกกับเธอว่าไม่ชอบเสื้อตัวนี้ทั้งที่มันออกจะสวยเมื่อเค้าเอามือลูบไปตามเสื้อผ้าก็พบว่ามีบางอย่างอยู่ในกระเป๋าเสื้อเค้าไม่รอช้ารีบหยิบของที่อยู่ในกระเป๋าออกมาดู แล้วสิ่งที่เค้าได้เห็นเมื่อเปิดกล่องในเล็กๆออกมาดู แล้วเค้าก็แกะสองจดหมายที่ผูกคู่อยู่กับกล่องในนั้น


พี่น้ำค่ะ กว่าพี่น้ำจะได้เห็นของขวัญสองชิ้นนี้น้ำหวานก็คงไม่อยู่ในโลกใบนี้แล้วนะค่ะ น้ำหวานไม่รู้ว่าพี่จะเสียใจมากน้อยแค่ไหนแต่ไม่ต้องร้องไห้นะค่ะไม่ว่ายังไงน้ำหวานก็อยู่ข้างๆพี่เสมอเหมือนที่น้ำหวานเคยทำในตอนที่ยังมีชีวิตอยู่นั้นแหละค่ะ นับจากวันแรกจนวันสุดท้ายที่เราอยู่ด้วยกันไม่ว่าพี่น้ำจะสุขหรือว่าทุกข์น้ำหวานอยากบอกพี่น้ำว่าไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นพี่น้ำจะมีน้ำหวานยืนอยู่ข้างๆเสมอไม่ว่าจะในฐานะของภรรยา หรือว่าอดีตภรรยา ตลอดเวลาที่ได้รักและรู้จักพี่น้ำน้ำหวานรู้สึกดีใจมากนะค่ะที่ได้รักและรู้จักพี่น้ำส่วนแหวนที่อยู่ในกล่องน้ำหวานให้เป็นของขวัญวันครบรอบแต่งงานของเรานะค่ะแต่คงบอกไม่ได้ว่าครบรอบกี่ปีรู้แต่ว่าคงเป็นปีสุดท้ายแล้วนะค่ะ น้ำหวานเก็บเงินอยู่ตั้งนานนะค่ะ น้ำหวานขอให้พี่น้ำใส่มันสักครั้งก็พอ ถ้าพี่น้ำไม่ชอบขอน้ำหวานขอให้พี่ใส่แค่ครั้งเดียวเองค่ะนะค่ะพี่น้ำน้ำหวานขอร้อง ต่อไปไม่มีน้ำหวานดูแลแล้วพี่น้ำต้องดูแลตัวเองดีดีนะค่ะ อย่าลืมทานอาหารเช้าด้วยต่อไปน้ำหวานคงไม่ได้ทำอาหารให้พี่ทานอีกแล้วนะค่ะ ส่วนเสื้อพี่น้ำไม่ชอบก็ให้คนอื่นไปก็ได้ค่ะน้ำหวานไม่ว่าหรอกค่ะ สุดท้ายนี้น้ำหวานอยากบอกพี่น้ำว่า ......น้ำหวานรักพี่น้ำนะค่ะถึงแม้พี่น้ำจะแถบไม่เคยบอกน้ำหวานเลยพี่น้ำรักน้ำหวานไหมแต่น้ำหวานรักพี่ค่ะถ้าน้ำหวานจะต้องตายก็ขอแค่ได้ตายอยู่ในอ้อมแขนของคนทีน้ำหวานรักน้ำหวานก็ไม่เสียดาแล้วค่ะ น้ำหวานขอบอกอะไรพี่น้ำอีกอย่างนะค่ะ




ฉันรักคุณค่ะที่รักของฉัน..........ลาก่อนนะค่ะที่รักของฉัน



น้ำหวาน



สิ้นสุดเนื้อความในจดหมายน้ำใสยิ่งร้องได้ดังขึ้นเหมือนคนบ้า “น้ำหวานพี่ขอโทษ”จะให้พี่ทำยังไงน้ำหวานถึงจะยอมกลับมาเค้าได้แต่ร้องไห้กอดไดอารี่ที่เค้าคิดว่าเป็นหนังสืออยู่อย่างนั้นคงพล้ำบนพูดแต่เพียงคำว่าน้ำหวานพี่ขอโทษแต่ทุกอย่างก็สายเสียแล้ว เพราะเธอไม่มีทางกลับมาอีกแล้ว




...................................................จบบริบูรณ์........................................................



ผู้ประพันธ์ ไหมหวาน

วันอังคารที่ ๑๕ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๕๒

ถามแม่

เรื่อง สั้นส่งเข้าประกวด Indy Short Story Award



ถามแม่



เด็กหญิงไร้เดียงสาอายุเจ็ดขวบ เธอและครอบครัวใช้ชีวิตแบบบ้านนอกๆที่แสนจะเรียบง่าย พ่อและแม่ได้สร้างเถียงนาหลังเล็กๆที่มุงด้วยหญ้าคา ใช้ใบต้นพวงสานเป็นฝาผนัง พอเป็นที่ซุกหัวนอน ไปวันๆในฤดูทำนา ท่ามกลางของธรรมชาติที่เต็มไปด้วยแมกไม้นานาพรรณและทุ่งนาสีเขียวขจีอันกว้างใหญ่ไพศาล สิ่งแวดล้อมโดยรวม เงียบสงบ ร่มเย็น มีเพียงเสียงเซ็งแส้ของสัตว์ต่างๆมากมาย เธออาศัยอยู่กับครอบครัวแบบงุนงง และกำลังสับสนที่มา ที่ไปกับชีวิตของเธอ ที่เป็นอยู่ในทุกๆวัน จึงเก็บคำถามนั้นไว้ถามแม่ เพราะชีวิตของเธอนั้น ผูกพันกับแม่มากกว่าพ่อ เธอจึงคิดว่าแม่เท่านั้น ที่จะถามเป็นคนแรก และสามารถให้คำตอบเธอได้


เด็กหญิงนั่งอยู่กับแม่ตามลำพังในช่วงบ่ายคล้อยของวันหยุด แม่กำลังหยิบกระดาษจดบันทึก รายรับ รายจ่าย ที่ได้จากการขายพริกและพืชผักต่างๆ


ด้วยความคิดอันไร้เดียงสาที่อยู่ดีๆ มันก็ผุดโผล่ขึ้นมาในหัวสมอง ที่ขาดการกลั่นกรอง พิจารณาก่อนที่จะส่งคลื่นเสียงไปกระทบประสาทส่วนหู ของหญิงวัย 50 ปี


แม่คะ ถ้าเราตายไป แล้วเราจะไปอยู่ไหนคะ คำถามของเด็กหญิงที่พึ่งจะเกิดมาอายุได้แค่เจ็ดขวบก็ถามหาวันตายเสียแล้ว ช่างสรรหา ความคิดอะไรอัปมงคลเช่นนี้


แม่ไม่รู้ แม่ยังไม่เคยตาย เสียงตอบแม่เอ่ยขึ้นมา โดยไม่ได้คิดอะไรมาก พลางมองหน้าเด็กหญิง แล้วยิ้มที่มุมปาก แอบขำนิดๆ


แล้วเมื่อไหร่ แม่จะตายล่ะคะ คำถามนี้ทำให้แม่ขำไม่ออกเลยทีเดียว แม่หยุดนิ่ง คิดสักพัก ส่ายหัว แล้วมองดูหน้าเด็กหญิงอีกครั้ง ด้วยสีหน้าแปลกใจในคำถามของลูก


แม่ก็ไม่รู้หรอกลูกเอเสียงตอบรับของแม่ที่เปล่งออกมาเหมือนเสียงกลั้นน้ำตา


เมื่อได้คำตอบของแม่เช่นนั้น เด็กหญิงก็เลิกถามแม่ไปเลย แต่ก็ยังคิดสงสัยอีกต่อไป



แสงสว่างกำลังเคลื่อนตัวมาบรรจบ ความมืค่อยๆลบเลือนไป ดวงตะวันสาดสีแสด โผล่พ้นขอบฟ้า เจิดจ้า ฉายส่องสะท้อนทั่วท้องทุ่งนา ทำให้สิ่งมีชีวิต ยิ้มร่าเริงแจ่มใส ส่งเสียงเจียวจ้าว กระปี้กระเป่า พร้อมที่จะนำพาร่างกายออกจากที่อยู่อาศัย เพื่อทำมาหากินเลี้ยงชีพ ตามกำลังที่พอจะมี


นับวันเครื่องหมายคำถามก็หลั่งไหล ลำเลียงเข้าหาสมองของเด็กหญิงอยู่เรื่อยๆ ความคิดของเธอนั้น มันไม่ใช่ความคิดของเด็กอายุเจ็ดขวบ ที่จะสรรหา ความคิดความสงสัย และคำถามอะไรที่ผู้ใหญ่ไม่สามารถตอบได้


รีบตื่นล้างหน้าล้างตาเถอะลูก เดี๋ยวไม่ทันไปจังหันเช้านะ เสียงแม่ปลุก พลางเตรียมข้าวปลาอาหารให้ลูกไปวัดบ้าน แม่เคยเล่าให้เธอฟังว่า หมู่บ้านได้จัดครัวเรือนในแต่ละคุ้มหมุนเวียนกันทำจังหัน แต่ก่อนมีทั้ง เช้าและเพล แต่เดี๋ยวนี้มีแค่เช้าอย่างเดียว


เมื่อเด็กหญิงได้ยินเสียงแม่ปลุก ก็รีบตื่น เก็บที่นอน ล้างหน้าแปรงฟัน แล้วก็รีบเดินไปวัด ซึ่งอยู่ในหมู่บ้าน ใช้เวลาเดินประมาณยี่สิบนาที


หลังจากที่พระให้พรเสร็จ เด็กหญิงก็รีบถือปิ่นโตและกระติบข้าวเดินกลับ พร้อมๆกับความสงสัยระหว่างวัดบ้านกับวัดป่า พอกลับถึงแล้ว เธอรีบแต่งตัว กินข้าวรอเพื่อนๆเตรียมไปเรียน โรงเรียนของเธออยู่ห่างประมาณกิโลกว่าๆ ไม่นานนักก็มีเสียงร้องตะโกนเรียกของเพื่อนๆที่อยู่เถียงนาใกล้เคียง ในฤดูทำนา พ่อแม่จะอพยพครอบครัวไปอยู่ที่เถียงนา ที่สร้างไว้เป็นที่อยู่อาศัยของชาวไร่ ชาวนา เพื่อสะดวกสบายในการดูแลไร่นาและการทำมาหากิน


ไปโรงเรียนเน้อ เสียงตะโกนของเพื่อนจากถนน


เออ เออ รอด้วยๆ เสียงของแม่ตะโกนตอบแทนเด็กหญิง


แต่งตัว กินข้าวเสร็จหรือยัง เพื่อนๆเรียกแล้วนะ แม่ตะโกนบอกในระยะใกล้ พลางย่ำเท้าเดินเข้ามา


เสร็จแล้วค่ะแม่ เธอตอบแม่ แล้วรีบคว้ากระเป๋าและกระตีบข้าว บึ่งฝีเท้าไปหาเพื่อนๆ


เด็กหญิงยังไม่ชินกับการใช้ชีวิตในไร่นามากนัก แม่กำลังสอนให้เธอรู้จักใช้ชีวิตอยู่กับธรรมชาติ ค่อยๆศึกษาเรียนรู้มันด้วยความอดทน ไม่ว่าจะเป็นการเดินทาง สถานที่พักอยู่อาศัย ไม่ได้สะดวกสบายเหมือนอยู่ที่บ้าน กลางคืนก็เต็มไปด้วยความมืด มีเพียงแสงตะเกียงดวงเล็กๆที่ให้แสงสลัวๆ เมื่อพายุลมฝน พัดกระหน่ำอย่างแรง ทุกคนในครอบครัว เป็นอันพลันละวันตื่น เก็บที่นอน อพยพหนีรูรั่วแผงหญ้าคาที่ใช้มุงหลังคา ทำให้ครอบครัวของเธอต้องเผชิญเช่นนี้ทุกๆปี ที่ย่างเข้าสู่ฤดูทำนา หรือฤดูที่ธรรมชาติแปรปรวน แต่แม่ยังไม่บอกให้เธอรับรู้ ปล่อยเธออยู่ไปเรื่อยๆ จนเกิดความเคยชินไปเอง


แม่ วันไหนเราจะกลับไปนอนบ้านคะ เสียงเด็กหญิงที่เอ่ยถามแม่ หลังกลับจากโรงเรียน


พรุ่งนี้ เสียงแม่ตอบกลับ พลางหาพร้าผ่าฟืนเตรียมนึ่ข้าว


เด็กหญิงยิ้ม ดีใจ เพราะเธอชอบอยู่บ้านมากกว่าอยู่นา มีทีวีให้ดู มีเพื่อนเล่นสนุกสนานเฮฮา แท้จริงแล้วเธอไม่รู้เลยว่า คงจะไม่มีวันนั้นอีกต่อไป


แม่ พระท่านสอนเรา ไม่ให้ฆ่าสัตว์ แต่เราก็ฆ่าทำอาหารให้ท่านกิน แล้วท่านไม่บาปหรือคะ เด็กหญิงถามแม่ด้วยสีหน้าที่มึนงง พลางเอามือบี้ข้าวเหนียวในกระตีบข้าวช่วยแม่


บาปเหมือนกัน แต่บาปน้อยกว่าเรา เพราะเราเป็นคนลงมือฆ่า แม่ตอบพร้อมกับเอาหม้อนึ่งข้าวตั้งเตาไฟ


เธอนึกต่อในใจว่า ถ้าเราไม่ฆ่าสัตว์ กินเป็นอาหาร คนทุกคนก็ต้องอดตาย ยังนั้นหรือ เด็กหญิงก็ยังงุนงงกับคำตอบอยู่เนืองๆ แต่ก็ไม่ถามแม่ต่อ


รีบไปอาบน้ำเถอะ มืดแล้วเดี๋ยวมองไม่เห็นทางเดินนะแม่บอกเธอด้วยความเป็นห่วง กลัวว่าจะมีสัตว์เลื้อยคลานที่ออกมาหากิน ต่อยเอาได้


เธอรีบลุกทำตามคำสั่งแม่ทันที


เมื่อทุกคนอาบน้ำเสร็จพร้อมหน้า ก็พากันกินข้าวใต้แสงตะเกียง ที่สาดส่องจรดขอบเขต พื้นแผ่นไม้บนเถียงนา


กิจวัตรประจำวันของเธอก็เป็นเหมือนวันที่ผ่านมาทุกวัน ทั้งก่อนไปเรียนและหลังเลิกเรียน


สละแนง เลิกเรียนแล้วหรือ เสียงแจ้วๆมาจากข้างหน้าของเธอ เห็นผู้หญิงผมสั้น นุ่งชุดทำนา ปั่นจักรยานช้าๆ สวนทางมาหลังเลิกเรียนพอดี


เลิกแล้วจ้า เธอตอบ พร้อมกับหยุดก้าวเท้า ยืนคุยด้วย


เรียนอยู่ชั้นไหนแล้ว วันนี้มีเรียนวิชาอะไรบ้าง เอาสมุดมาตรวจดูซิ คำถามมาจากป้าแลนชุดใหญ่เลย ซึ่งเป็นญาติผู้ใหญ่ทางฝ่ายพ่อ


อยู่ ป. 2 แล้ว วันนี้มีเรียนหลายวิชา เด็กหญิงยิ้มก่อนตอบ พลางเอามือล้วงหยิบสมุดในกระเป๋ายื่นให้ป้าดู


ป้าแลนจะปั่นจักรยานมาทำนาทุกวัน บ้านของป้าอยู่หมู่บ้านถัดไปอีก แต่เธอจะไม่ค่อยได้เจอบ่อยนัก เด็กหญิงยืนคุยกับป้าอย่างมีความสุข เพราะสนิทกันมาตั้งแต่เออายุ 2-3 ขวบ ป้าแลนเป็นคนตั้งชื่อ สละแนงหรือสแนง ให้เธอ แปลว่าอะไรไม่รู้ จึงเรียกติดปากกันมาทั้งครอบครัว แม่จะไม่ค่อยชอบให้เธอกับป้าเจอกันเท่าไหร่ เพราะป้าจะชอบชวนให้เธอกลับบ้านด้วย เมื่อทั้งสองสนทนากันเสร็จก็แยกย้ายกลับบ้าน


แม่วันนี้ไม่ไปนอนบ้านหร สแนงถามแม่ด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือและสีหน้าไม่พอใจ


มะรืนนี้ แม่ตอบแบบหน้าตาเฉยเมย


ด้วยอารมณ์ของความเป็นเด็ก มักจะจดจำในคำพูดของผู้ใหญ่ ซึ่งสมองของเธอกำลังบอกให้แยกแยะว่าสิ่งไหนควรจำไม่ควรจำ สิ่งไหนจริงสิ่งไหนหลอก ช่วงนี้ทำให้เธอได้เรียนรู้จากสภาพแวดล้อมที่กำลังเผชิญอยู่ แต่เธอก็ยังไม่วางวายจากการรอคอย จนเธอเองชินชาและลืมเลือนไป แล้วก็ไม่เคยเอ่ยปากถามแม่ถึงเรื่องนี้อีกเลย



เมื่อย่างเข้าสู่ฤดูหนาว กลุ่มของไอหมอกสีขาวขุ่นมัว แผ่ปกคลุมทั่วท้องทุ่งนา สะท้อนกลับของแสงแดด ระยิบระยับ ทำให้รวงข้าวสีเหลืองทองเปียกโชก โอนเอนไปมาตามแรงโน้มของกระแสลม ข้าวบางส่วนถูกเก็บเกี่ยวแล้ว แต่ยังผึ่งแดดไว้รอให้แห้ง ก่อนที่จะนำมากองไว้ในลาน เพื่อรอตีเอาเมล็ดออกจากรวงข้าว สแนงชอบนอนฟังเสียงตีข้าว ถ้าตีกันหลายคนก็จะได้ยินเสียงต่อเนื่องดังก้องทั่วสารทิศ พ่อและแม่ของสแนงจะลุกฝ่าดงความหนาวเหน็บไปตีข้าวประมาณใกล้รุ่ง


ตีสี่แล้ว ลุกนึ่งข้าวนะ แม่จะไปตีข้าวช่วยพ่อ เสียงแม่บอกสแนง ขณะที่เธอกำลังนอนเอาผ้าคลุมโป่ง ขดตัวนิ่ง จากนั้นแม่ก็ลุกจากที่นอนไป


เสียงลั่นระฆังจากวัดป่าดังก้องทั่วสารทิศ เธอชอบนอนฟังเสียงทำวัตรเช้า ของหลวงพ่อ อันไพเราะเสนาะหู จนเธอสามารถสวดตามได้ จากนั้นเธอก็ลุกนึ่งข้าว ด้วยอาการหนาวสั่น


วันเวลาเร่งรัด อายุข้าวเข้าสู่วัยทอง เหลืองอร่ามทั่วทุ่งนา บางครัวเรือนก็เก็บข้าวขึ้นยุ้งฉางเรียบร้อยแล้ว แต่ครอบครัวของสแนงนั้นช้าหน่อย เพราะมีนาหลายที่ กว่าจะเก็บมารวมกันหมด ก็เสร็จช้ากว่าเพื่อนเกือบทุกปี


ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กำลังทำให้เธอลืมไปเลยว่า เมื่อก่อนอยากกลับไปอยู่บ้าน ความสุขและความเคยชินนั้น เริ่มปลูกฝังลงในตัวของเธอวันละเล็ก วันละน้อย กระทั่งเวลาผ่านล่วงเลยมายาวนาน


ปิดเทอมใหญ่นี้สแนงเรียนจบชั้น ป.4 กำลังเลื่อนขึ้นชั้น ป.5 เธอดีใจมาก ที่จะได้ช่วยแม่ทำสวน หลังจากเก็บเกี่ยวข้าวเสร็จ และช่วยงานวัด ซึ่งทางวัดป่า หลวงพ่อกำลังจะสร้างโบสถ์ พร้อมกับศาลา ไม่ว่าจะเป็นกลางคืนหรือกลางวัน ญาติธรรมและลูกศิษย์ทั้งหลาย แต่ละหมู่บ้านจะไปช่วยงานวัดทุกวันคืน ทั้งเด็ก วัยรุ่นหนุ่มสาว จนถึงวัยชราที่ยังพอมีกำลัง มันเป็นความสุขและความสบายใจของเธอที่ปลูกฝังและผูกพันมาตั้งเธอกำลังหัดเดิน เปาะแปะ เธอมีเพื่อนสนิทที่อยู่เถียงนาข้างเคียง อายุไล่เลี่ยกัน ชอบไปไหนด้วยกันเสมอ โดยเฉพาะไปวัด นับได้ว่าเป็นเกลอกันทีเดียว


กุ้ง กุ้ง พรุ่งนี้เราไปวัดกันไหม สแนงเดินบึ่งหน้าไปชวนเพื่อนถึงเถียงนา


เออ เออ กุ้งคิดอยากไปเหมือนกัน เสียงตอบกลับมา ด้วยสีหน้าตื่นเต้น


จากนั้นก็แยกย้ายกันทำกิจธุระให้เสร็จวันนี้ เพราะต่างคนก็ไม่รู้ว่า พรุ่งนี้จะกลับตอนไหน พวกเธอไปวัด แต่ละครั้งพ่อแม่จะรู้เลยว่า ทั้งวันนั้นอุทิศตนให้วัด เพราะพวกเธอคือเด็กวัด


แม่ พรุ่งนี้หนูกับกุ้งจะไปวัดป่านะ สแนง เอ่ยปากบอกแม่ไว้ เด็กหญิงตื่นเต้น ดีใจ


พอถึงวันรุ่งขึ้น พวกเธอก็เตรียมจังหันไปด้วย แล้วปั่นจักรยานซ้อนท้ายกันไป


ไปถึงก็นำจังหันเข้าไปจัดใส่ถ้วยชาม แล้วก็กราบพระ


อ้าว พี่อรเป็นอะไรทำไมเอาผ้ามัดหัว ไม่สบายหร เสียงของกุ้งเอ่ยถามอร เพื่อนรุ่นพี่ที่เรียนด้วยกัน และตามครอบครัวมาวัด จึงเห็นหน้าตากันบ่อย


เปล่า ไม่ได้เป็นอะไร จะบวชชี เสียงอรตอบกลับ พร้อมกับชี้ไปที่หัว คลุมด้วยผ้าขนหนู


บวชชีสแนงและกุ้งหันหน้าเข้าหากัน แล้วพูดพร้อมกัน


ทำไม ต้องบวชโกนผมด้วย บวชชีธรรมดาไม่ได้หรอ คำถามซักไซร้ ด้วยความอยากรู้อยากเห็นของสแนง


ไม่ได้ เมื่อก่อนพี่ไม่สบาย น้ำเหลืองไม่ดี มีตุ่มเปื่อยตามลำตัว รักษาไม่หาย ทรมานมากแม่พี่ก็เลยมาบนกับหลวงพ่อนาคไว้ ถ้าหายจะให้พี่บวชชี โกนผม ตอนนี้พี่ก็หายแล้ว จึงถือโอกาสช่วงปิดเทอมใหญ่นี่แหละ มาบวช อรอธิบายที่มาที่ไป ให้เข้าใจอย่างละเอียด


พี่อรบวชวันนี้หรอ แล้วบวชกี่วัน กุ้งเอ่ยถาม ด้วยสีหน้าที่งงงง


ใช่ หลังจากที่หลวงพ่อฉันข้าวเสร็จ ก็จนกว่าจะเปิดเรียน ราวๆ 3 เดือนอรตอบพร้อมกับพยักหน้า


โอ้โห 3 เดือน แล้วผมมันจะยาวทันเหรอ เสียงตกใจของสแนง


ทันอยู่มั้ง ไม่ทันก็ไม่เป็นไร ให้เป็นทรงผู้ชายไปเลย เสียงอรตอบแบบปล่อยวาง


แล้วพี่ไปโกนที่ไหน ไม่อายคนหรอ กุ้งแย้งถามบ้าง


พี่โกนมาจากบ้านเลย ให้ลุงโกนให้ ปั่นจักรยานมาก็อายคน เลยเอาผ้ามาคลุมหัวนี่ไง อรตอบกลับพร้อมกับขำอายๆ


ทุกคนต่างแยกย้ายช่วยกันถวายอาหาร รับพร กินข้าว ล้างถ้วยเสร็จแล้ว ทั้งสามคนก็พากัน เข้าไปกราบถามหลวงพ่อว่ามีงานอะไรให้ช่วยบ้างวันนี้ ส่วนอรนั้นเตรียมตัวท่องบทสวดที่จะบวช


อ้าว 2 คนนั้น ทำไม ไม่โกนผม ปิดเทอมแล้วไม่ใช่หรือ อยู่บ้านไม่มีอะไรทำ ก็มาบวช ช่วยหลวงพ่อสร้างโบสถ์ อรจะได้มีเพื่อนด้วย เสียงของหลวงพ่อเอ่ยขึ้นลองใจเล่นๆ แกมจริง หลังจากที่มองดูหน้าเด็กหญิงทั้งสอง แล้วอมยิ้ม


พวกกุ้งมาช่วยงานหลวงพ่อ โดยที่ไม่บวชก็ได้นิคะ เสียงของกุ้งตอบหลวงพ่อ พร้อมกับพนมมือ


แล้วเราล่ะ ว่าไง หลวงพ่อมองมาที่สแนง อมยิ้มๆ


กลับไปถามแม่ก่อนค่ะ น้ำเสียงของสแนงตอบหลวงพ่อด้วยความลังเล ใจหนึ่งเธอก็อยากบวชช่วยงานหลวงพ่อ และอีกใจหนึ่งก็เป็นห่วงทางครอบครัวจะไม่ให้บวช


ถ้ายังงั้น เอานี่ไปก่อน หลวงพ่อจะให้กลับไปถามพ่อแม่ก่อน ถ้าตกลงพรุ่งนี้ค่อยบวชพร้อมกันทั้งสามคนเลย หลวงพ่อบอก พร้อมกับโยนขวดแชมพูให้คนละขวดไปพิจารณาเส้นผม


ทั้งสองคนหันมองหน้ากันขวบขวับ ตั้งตัวแทบไม่ทัน แล้วก็พากันกราบลาหลวงพ่อ กลับไปถามพ่อแม่ อรนั่งหัวเราะสองคนนั้น ด้วยความดีใจที่กำลังจะมีเพื่อน


แม่ แม่ เสียงสแน็ง เรียกตามหาแม่ เมื่อมองไม่เห็นแม่อยู่ในเถียงนา


เอ้อ เอ้อ แม่อยู่นี่ เสียงแม่ตอบกลับ ซึ่งกำลังพรวนดินผัก ในสวนผัก


แม่ หนูไปบวชที่วัดป่านะ หลวงพ่อท่านอยากให้บวชช่วยงานท่านด้วย พอดีพี่อร ที่เรียนด้วยกันเขาก็บวช เหมือนกัน โกนหัวด้วยสแนงขออนุญาตแม่ พร้อมอธิบายเหตุผลให้ฟัง


แล้วกุ้งล่ะ บวชด้วยหรือเปล่าแม่ถาม พร้อมกับหยุดคิดไปด้วย


กุ้งก็ไปถามแม่เหมือนกัน สแนงตอบ แล้วมองไปที่เถียงนากุ้ง


บวชโกนหัวเลยหรือ แม่เอ่ยถาม ขำๆนิดๆ


ใช่แม่ พี่อรโกนมาจากบ้านก่อนแล้ว หลวงพ่อท่านก็เลยโยนแชมพูให้คนละขวด หนูก็เลยบอกท่าน ขอกลับมาถามแม่ก่อนเธอเล่าให้แม่ฟัง แอบขำไปด้วย


แม่เงียบไปสักพัก บวชก็บวช ปิดเรียนหลายเดือนก็ไม่มีอะไรทำ ไปบวชก็ช่วยงานหลวงพ่อให้มากๆ รักษาศีลให้ดีๆล่ะ แม่เอ่ยอนุญาต แล้วเตือนลูกด้วยความเป็นห่วง แม่ก็เข้าใจในความตั้งใจจริงของเด็กหญิง จึงสนับสนุน ไม่ขัดศรัทธาลูก


ค่ะแม่ เธอตั้งใจฟังแม่พูด ยิ้มร่าด้วยความดีใจ


งั้นหนู ไปถามกุ้งก่อนนะ เธอพูดแล้ว รีบวิ่งไปที่เถียงนากุ้ง ด้วยความดีใจมากๆ


กุ้งกำลังสนทนา อธิบายเรื่องราวความประสงค์ต่างๆให้ทุกๆคนในครอบครัวฟัง แม่เธอก็ยิ้มๆ คงจะขำที่หลวงพ่อให้บวชโกนหัว


หลวงพ่อให้บวชโกนหัวจริงๆหรือ แม่กุ้งเอ่ยถามสแนง พร้อมกับเสียงหัวเราะ


จริงๆค่ะ ท่านโยนแชมพูให้คนละขวด เราตั้งตัวไม่ทันเลยเนาะกุ้งเนาะ สแนงยิ้มๆ แล้วตอบแม่กุ้งพร้อมกับพยักหน้าไปที่กุ้ง


เล่าให้แม่ฟัง แม่ยังขำเลย แล้วก็อนุญาตแล้ว สแนงเล่าให้ฟัง แล้วก็รอฟังคำตอบจากแม่ของกุ้ง


แม่ว่าไง ให้กุ้งบวชไหม เหลือกุ้งคนเดียวแล้วนะ เสียงกุ้งรีบถามแม่ ทุกๆคนรอฟังคำตอบ


บวชก็บวช ปิดเรียนหลายวันก็ไม่มีอะไรทำ ไปช่วยหลวงพ่อสร้างโบสถ์เถอะเสียงของพ่อกุ้งเอ่ยอนุญาตก่อนแม่


แม่ล่ะ กุ้งหันไปทางแม่


บวชก็บวช จะพากันรักษาศีลได้หรือเปล่าล่ะ แม่กุ้งถามเด็กหญิงทั้งสองคน


ได้ เสียงของเด็กหญิงทั้งสองตอบ แล้วพยักหน้าพร้อมกัน


ทั้งสองแยกย้ายกันไปเตรียมจัดเก็บกระเป๋าเสื้อผ้า สแนงนั้นยิ้มร่าเริงกลับมาเถียงนาด้วยความสุข ตื่นเต้น ดีใจ เธอเห็นพ่อและแม่คุยกันที่แปลงผัก แม่คงจะเล่าให้พ่อฟังแล้วล่ะ เธอคิดในใจขอเพียงแค่แม่เอ่ยปากอนุญาต พ่อก็คงไม่มีปัญหา เพราะครอบครัวของเธอนั้น ตามใจแม่เป็นส่วนใหญ่ ทุกเรื่องที่เธอเคยถามพ่อ พ่อก็ต้องบอกให้ไปถามแม่ตลอด เธอจึงนึกถึงแม่เป็นคนแรกทุกๆครั้ง ก่อนที่เธอจะทำอะไร แล้วแม่ก็จะบอกให้พ่อรับรู้ทีหลัง


ในที่สุดทั้งสามคนก็ได้บวชโกนหัวพร้อมกันตามความปรารถนาของหลวงพ่อที่วัดป่า ในระยะเวลา 3 เดือนทั้งสามใช้ชีวิตเป็นนักบวช ชาวบ้านที่มาวัดมักจะเรียกว่า แม่ชีน้อย ทุกคนก็ช่วยงานหลวงพ่อทุกอย่าง เพราะช่วงนั้นเป็นช่วงที่กำลังจะเตรียมงานผ้าป่าจากญาติธรรมและลูกศิษย์ของหลวงพ่อ ที่จะมาสมทบสร้างโบสถ์พร้อมกับศาลา ระหว่างที่บวชช่วยงานหลวงพ่อนั้น ท่านก็จะเทศนาไปด้วย และมีพระอาจารย์สอนธรรมะในเรื่องต่างๆ มากมาย มีแม่ชีน้อยใหญ่และพ่อขาวที่บวชก่อนหน้าแล้ว ก็มานั่งเรียนด้วยกัน แม่ชีสแนงค่อยๆซึมซับในหลักคำสอนของศาสนาที่หลวงพ่อท่านสอน และมีญาติโยมมากมายที่ศรัทธาท่าน มารอพบท่านที่วัด นับได้ว่าท่านก็เป็นที่เคารพ ศรัทธาของลูกศิษย์และญาติโยมทั่วไปที่ได้ฟังคำเทศนาสั่งสอนของท่าน บางคนพาครอบครัว ญาติพี่น้องมากราบไหว้ท่าน อันที่จริงแล้ว คำถามของเธอที่เคยถามแม่นั้น หลวงพ่อท่านก็ได้เทศนาสั่งสอนทุกวัน รวมทั้งในบทสวดมนต์ เช้า เย็น และปัญหาที่ท่านไถ่ถามแต่ละคน ที่ได้จากการนั่งสมาธิ แต่ความสงสัยนั้นมันถูกทับถม จนลืมเลือนแล้ว เธอจึงยังไม่คิดใส่ใจเท่าไรนัก แต่หลักคำสอนต่างๆที่เธอได้ยิน ได้ฟังจากหลวงพ่อ ก็ยังฝังไว้ในจิตใจและความทรงจำของเธอตลอดมา หลวงพ่อเห็นสแนงมาตั้งแต่เล็กๆ และรู้จักประวัติความเป็นมาของครอบครัวเธอดี มีเพียงเธอเท่านั้นที่ยังฝังอยู่กับความสงสัย ไม่เข้าใจกับครอบครัวของเธอ ชีวิตของเธอถูกสนองเจตจำนงของผู้ใหญ่สองครอบครัว ทำให้เธอปาดน้ำตาอยู่หลายครั้ง หลายหน ความทุกข์ทั้งหลายมักจะหล่นทับเธอตั้งแต่เกิดมา โดยที่เธอเองนั้นยังสับสนกับคำพูดต่างๆนานา ที่เริ่มจะหนาหูขึ้นทุกวัน ของญาติๆ ในขณะชีวิตของเธอกำลังจะค่อยๆเจริญเติบโต พอจะลำเลียงเหตุการณ์ต่างๆที่จดจำได้ จนอยากจะให้แม่ทั้งสองคนของเธอ มานั่งพร้อมหน้ากัน ให้เธอซักถาม แต่ใครล่ะ จะได้ยินเสียงน้ำตาไหลรินแทบเป็นสายเลือด ในกล่องดวงใจ ดวงนี้บ้าง


มันเกิดอะไรขึ้นกับชีวิตของหนู จะให้หนูดีใจหรือว่าเสียใจดี หนูก็เป็นแค่สิ่งมีชีวิตที่มาขออาศัยท้องแม่เกิด มาขอน้ำนมแม่ดื่มหล่อเลี้ยงชีวิต ขอให้พ่อและแม่ให้ความรัก ความอบอุ่นแก่หนู ให้หนูได้มีชีวิตเกิดมามองดูโลก แต่ทำไมต้องทำให้หนูต้องพลัดพราก พ่อกับแม่ไม่รักหนูแล้วใช่ไหม ทำไมแม่ต้องตีหนู บังคับหนู ทำให้หนูต้องร้องไห้ หนูทำผิดอะไรหรือคะแม่ แม่ช่วยตอบหนูได้ไหม ความรู้สึกนี้มันเกิดขึ้นฝังใจเธอมาตลอด เธอจะนั่งร้องไห้ทุกครั้งที่เธอรู้สึกท้อแท้ แต่มันก็คงเป็นไปไม่ได้ เพราะแม่นั้น ได้จากเธอไปแล้ว เมื่อไม่นานนัก ทำให้เธอต้องมานั่งร้องไห้หน้ากองกระดูกแม่ด้วยความเสียใจที่ยังไม่ได้คำตอบจากแม่และเสียดายที่ยังไม่ทันได้ตอบแทนพระคุณแม่เลย ก็จากลูกๆไปกลางครรภ์ ชีวิตน้องๆอีกสองคนต้องแขวนอยู่บนเส้นด้าย แม้จะใช้เวลาอยู่ด้วยกันเพียง


เล็กน้อยก็ไม่สามารถแยกหรือตัดขาดสายเลือดออกจากกันได้


แม่จ๋า แม่จะรู้บ้างไหมว่า หัวใจน้อยๆดวงนี้คิดถึงแม่แค่ไหน ถึงแม่จะตีหนูให้เจ็บปวด ก็ไม่เท่ากับความเจ็บปวดของก้อนเนื้อก้อนนี้ที่แม่ได้ให้กับหนู มันเต้นอยู่ด้วยความเจ็บปวดทรมาน ที่ชีวิตของหนูเกิดได้ไม่กี่วันก็ต้องถูกพลัดพราก หนูรู้ ในดวงตาของแม่ก็เจ็บปวดไม่แพ้กับหนูเช่นกัน ที่แม่ทำไปเพราะความจำเป็น แม่ก็รักหนู เหมือนที่หนูรักแม่ใช่ไหมด้วยความอ้างว้างของเด็กหญิงที่ถูกพลัดพรากจากอกแม่มาตั้งแต่แบเบาะ ต้องมาครวญสำนึกคุณที่ไร้ซึ่งร่างกายของแม่ ชะตาชีวิตของเธอถูกความพลัดพรากพัดพาด้วยความขมขื่น ซึ่งก็ไม่ต่างอะไรกับแม่ของเธอเลย ท่านเจ็บปวดตั้งแต่คลอดลูกมา อยู่ในอ้อมอกแค่ไม่กี่วัน ลูกก็จากแม่ไป เวลาผ่านล่วงเลยมาไม่นาน โรคร้ายก็โหมกระหน่ำซ้ำเติมแม่ ความทุกข์ของลูกวันนี้มันคือความสุขของลูกในวันข้าง แต่ชีวิตของแม่นั้นทุกข์ทรมานเจ็บปวดแสนสาหัสเป็นร้อยเท่าพันเท่าในทุกๆวันจนถึงวันสิ้นลมหายใจ ก็ไม่เคยแสดงอาการความอ่อนแอใดๆให้ลูกเห็นเลยสักครั้งเดียว เหลือเพียงพ่อแม่บุญธรรม มีศักดิ์เป็นน้า ที่อาศัยอยู่ด้วยทุกวันนี้เท่านั้น พอจะให้คำตอบเธอได้บางส่วน เมื่อช่วงชีวิตหนึ่งของเธอในอนาคต ต้องการที่จะขุดมันขึ้นมาถาม ผลที่ตามมามันเริ่มซุกซ่อนเข้ามาอยู่ในกล่องดวงใจเล็กๆของเธอให้หนักอึ้ง สร้างปัญหาและความลำบากใจให้กับตัวเธอเองไม่น้อยเลยทีเดียว


วันเวลาของการเปิดเทอมใกล้คืบคลานเข้ามาแล้ว ทั้งสามคนก็ได้บำเพ็ญประโยชน์ ครบสามเดือน หลวงพ่อก็สึกให้และส่งท้ายด้วยการให้หลักคำสอนที่ได้จากการบำเพ็ญตลอดสามเดือนนี้นำไปปฏิบัติในชีวิตประจำวัน เหตุผลหนึ่งสำคัญมากที่สุด ทำให้สแนงได้ตัดสินใจบวชก็คือ ต้องการสร้างกุศลให้กับแม่ที่จากไป ชีวิตของเธอนั้นจึงห่างธรรมะ ห่างการสร้างกุศลไม่ได้เลย เพราะมันคือสิ่งเดียวเท่านั้นที่จะตอบแทนบุญคุณของแม่เธอคนนี้ได้ ไม่เช่นนั้นเธอจะรู้สึกตกนรกทั้งเป็นเลย ถือว่าเป็นโอกาสที่คุ้มและหายากมาก คงเป็นความทรงจำอีกช่วงชีวิตหนึ่งของสแนงและเพื่อนๆที่ได้มีโอกาสสร้างกุศลร่วมกัน และฝังอยู่ในใจทุกคนตลอดไป


เมื่อเธอกลับถึงบ้าน เธอดีใจมากที่เห็นพ่อกับแม่บุญธรรมที่รอเธอกลับมา เธอเดินเข้าไปกราบพ่อและแม่ จากวันนั้นมาเธอก็ไม่เคยเอ่ยปากถามแม่อีกเลย เพราะเธอรู้แล้วว่า


แม่ไม่จำเป็นต้องตอบคำถามลูก ทุกสิ่งทุกอย่างที่แม่ได้ให้กับลูก หัวสมองที่แข็งๆ หัวใจทั้งสี่ห้อง และจิตวิญญาณที่ซ่อนอยู่ในร่างกายของลูกนั่นแหละคือ คำตอบของแม่ มันอยู่ที่ตัวของลูกแล้ว


เธอบอกกับตัวเองอยู่เสมอ ไม่ว่าใครก็ตามที่มีบุญคุณกับเธอ ชุบเลี้ยงชีวิตเธอ เธอจะรีบตอบแทนบุญคุณ จะเป็นผู้ให้กำเนิดหรือไม่ให้กำเนิดก็ตามเธอจะรักเสมือนผู้ที่เป็นพ่อแม่ที่ให้กำเนิดเธอ เพราะที่ผ่านมามันทำให้เธอทวงกลับคืนไม่ได้แล้ว แต่เธอจะไม่ปล่อยให้ชีวิตของเธอนั้นทำผิดซ้ำเป็นครั้งที่สองแน่นอน ความสูญเสีย ความพลัดพรากมันทำให้เธอเข้มแข็งและเข้าใจชีวิตมากขึ้น เธอก็ได้แต่ภาวนาให้พ่อและแม่ที่ยังมีชีวิตอยู่นั้น รอเธอจนกว่าเธอจะเรียนเสร็จสำเร็จงาน เพื่อที่จะได้ตอบแทนพระคุณ


ทั้งสามคนก็ได้ทรงผมใหม่ต้อนรับวันเปิดเทอม ถูกคนมองเหมือนตัวประหลาด เพื่อนๆหัวเราะ พูล้อเล่น ต่างๆนานา จนเกิดความเคยชินไปโดยปริยาย



ผู้ประพันธ์ ญาณุตม์ โคตรพันดร






วันจันทร์ที่ ๑๔ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๕๒

โลกใบสุดท้าย

เรื่องสั้นส่งเข้าประกวด Indy Short Story Award


โลกใบสุดท้าย


ผมกำลังก้าวเดิน ก้าวเดินออกไปโดยไม่มีจุดมุ่งหมายปลายทาง สองข้างทางคลาคล่ำด้วยรถรา และผู้คนสับสนปนเป



ค่ำคืนวันศุกร์สุดสัปดาห์ ผู้คนในมหานครแห่งนี้ดูคึกคักเป็นพิเศษ หลากหลายกิจกรรมตั้งแต่เย็นย่ำจนค่ำคืน ร้านรวงต่างๆ ถูกจองแน่นขนัด ปะปนไปทั้งกลุ่มเพื่อน คู่รักรวมไปถึงครอบครัว บรรยากาศความเหงาของเมืองใหญ่ถูทิ้งไว้ข้างหลัง ความอบอุ่นเข้ามาบดบังแทนที่จนหมดสิ้น



มีเพียงตัวผมที่ก้าวเดินไปอย่างไร้จุดหมาย ไร้คนข้างกาย ศุกร์สุดสัปดาห์นี้หรือจะมีผมคนเดียวที่เหงาอย่างเดียวดาย



ภาพเบื้องหลังคือรางรถไฟสองสายฉากหลังแต้มด้วยแสงไฟระยับจากตึกะฟ้า ผมกดชัตเตอร์ให้กล้องกระพริบตาบนขาตั้ง ทางสองสาย ผู้คนมากหน้าทว่าผมยืนอยู่คนเดียว



ผมใช้เลนส์กล้องแทนตาเพื่อเก็บบันทึกภาพตรงหน้า และถ่ายควาเหงานั้นผ่านไปยังรูปภาพ



ผมตั้งคำถามมากมายให้กับตัวเอง การอยู่กับตัวเองมากมาก คำถามเหล่านั้นบังเกิดขึ้นมาไม่หยุดหย่อนบางคำถามมีคำตอบอย่างชัดเจน แต่หลายคำถามกลับพบทางตัน



มีคนบอกว่าผมเป็นโรคซึมเศร้า เอาขยะความคิดมาใส่สมองมากไป สารพันเรื่องราวที่ควรละวาง แต่กลับขบคิดให้แตกประเด็น



ผมตั้งคำถามให้ตัวเองมากมาย ไม่ว่าจะอยู่กับเพื่อน อยู่กับผู้หญิง หรือปาร์ตี้ในผับ มันแปลกอะไรล่ะ จะมีใครเข้าใจตัวเรามากเท่าตัวเรา



ถึงอย่างนั้นลึกๆ แล้ว ผมก็ตามหาใครคนนึง ใครสักคนที่พร้อมจะเข้าใจ พร้อมจะก้าวเดินไปด้วยกัน แต่ผมจะหาเธอได้อย่างไรในเมืองใหญ่แห่งนี้



ผมได้พบผู้คนมากมาย แต่การจะเจอคนที่ใช่สักคน ทำไมถึงยากเย็นอย่างนี้นะ



หลังจากให้กล้องกระพริบตา 2 3 ที ผมจัดแจงเก็บขาตั้งและกล้องตั้งใจจะไปหาโลเคชั่นใหม่



หมายความว่าจะต้องเดินไปอย่างไร้จุดหมายอีกแล้ว ค่ำคืนที่สว่างไสวรายตา แต่ทางที่จะเดินดูเหมือนจะสลัวและมืดมน



บุหรี่รสเมนทอลมอดไหม้ลงกว่าครึ่งค่อน ความเย็นแผ่ซ่านเข้าเต็มปอด ปรับอารมณ์ให้สุนทรีย์ได้ไม่น้อย ผมไม่ได้ก้าวเดินไปไหน ได้แต่ทอดอารมณ์ปล่อยให้ความคิดฟุ้งอยู่บนอากาศ



ค่ำคืนวันศุกร์สุดสัปดาห์ ปกติวิสัยส่วนตัวแล้ว คือค่ำคืนของปาร์ตี้ แต่ 3 ปีเต็มของชีวิตกลางคืนช่างชาชิน มันไม่ได้เติมเต็มให้ชีวิตแต่ประการใด มีเพียงความเหงาที่เอ่อล้น



กลุ่มควันสีขาวหม่นพุ่งแหวกอากาศ นานก็กลืนหายไปกับอากาศโดยรอบ ความเหงารอบตัว เมื่อไรจะจางหาย



ขณะที่ปล่อยให้ภวังค์ความคิดลอยฟุ้ง พลันเสียงหวานใสลอยกระทบโสตประสาท



ขอโทษนะค


...........................


ช่วยถ่ายรูปให้หน่อยได้มั้ยค


...........................



ภาพตรงหน้าของผมคือ ผู้หญิงสวยผิวขาวรูปร่างโปร่ง สะโอดสะอง นัยน์ตาคมแงด้วยเสน่ห์ รับกับสันจมูกได้รูป คะเนดูแล้วน่าจะรุ่นราวคราวเดียวกับผมบวกลบคงไม่เกินหนึ่งปี ที่น่าแปลกก็คือผมรู้สึกคุ้นเคยกับเธออย่างน่าประหลาดใจ เธอยื่นกล้องดิจิตอลมาให้ โดยที่ไม่ทันฟังคำตอบอย่างใด





ผมไม่คุ้นกับกล้องดิจิตอลเท่าไรนัก แต่พอรู้คร่าวๆว่า ไอ้กล้องรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าแบบนี้คงไม่ต้องคำนึงถึง เอฟสตอป หรือ ชัตเตอร์ เพียงปรับระยะ ฟอกัส ให้ชัด และจัดองค์ประกอบของภาพให้ดีก็พอ กล้องกระพริบตาหนึ่งที ไม่ทันได้ดูฝีมือตังเองผมก็ยื่นกล้องคืนให้เธอ



แห ถ่ายรูปสวยจังเลยนะคสมกับเป็นมืออาชีพ


.......ผมไม่ใช่มืออาชีพหรอกครับ


เหรอคะ ขอโทษนะคะ เห็นกระเป๋ากล้องใบใหญ่แถมยังมีขาตั้งอีก


......ไม่เป็นไรครับ


เอ่อ......ขอโทษนะครับคุณชื่ออะไรครับ



ธรรมชาตินิสัยผมไม่ใช่คนอัธยาศัยดี หรือกล้าถามชื่อผู้หญิงแบบนี้ ค่อนข้างจะเป็นคนขี้อายเสียด้วยซ้ำ แต่ผมก็พูดออกไป ทำไมกันนะ ผมถึงรู้สึกถูกชะตากับเธอขนาดนี้



ใช่......เธอสวย สวยมากในความรู้สึกของผมเรียกได้ว่าเธอเดินออกจากภาพผู้หญิงใน จิตนาการของผมด้วยซ้ำ รวมไปถึงการแต่งตัว บุคลิก หรือวิธีการพูด แต่ที่สะกิดใจจนทำให้เอยถาม ผมเหมือนรู้จักกับเธอ รู้สึกคุ้นเคยจนน่าประหลาด



ดาค่ะ


คุณล่ะคะ


อชิ.....อชิตะครับ


ชื่อแปลกดีนะคะ


.........ครับ


คุณรีบไปไหนรึเปล่าครับ



เอาอีกแล้วผมกล้าพูดออกไปได้ยังไง เธอแค่มาขอให้ช่วยถ่ายรูปให้เป็นเรื่องปรกติสามัญ ที่ตอบคำถามก็แค่ตอบไปตามมารยาทเพื่อตอบแทนความมีน้ำใ นี่คงคิดว่าตัวเองรูปหล่อผู้หญิงมาทอดสะพานให้



โธ่.. ไอ้อชิตะ หลอกตัวเองจริงจริง



ก็ไม่รีบนี่คะ


งั้น ถ้าไม่รังเกียจไปทานข้าวกับผมสักมื้อนะครับ



หัวใจผมเต้นตูมตามไม่เป็นจังหวะ



ความเหงาถูกกลืนไปพร้อมกับกลุ่มควันสุดท้ายของบุหรี่เมนทอล..............



ผมพาเธอไปทาบข้าวที่ร้านอาหารกึ่งผับ บทสนทนาระหว่างเราดำเนินไปอย่างออกรส ไม่ว่าผมจะคุยเรื่ออะไร เธอสามารถตอบสนองได้เป็นอย่างดี เธอสวยขึ้นมาจากการพูดจา โลกทั้งใบหยุดหมุนไปชั่วขณะเมื่อเธออยู่ตรงหน้า ผมไม่เห็นความเป็นไปรอบตัว ไม่พลิกข้อมือดูนาฬิกาตามธรรมชาตินิสัย



ถ้าหยุดเวลาเดินทางได้จริงก็คงดี



คงต้องกลับแล้ว


ให้ผมไปส่งนะครับ


อย่าเลยค่ะ บ้านดาอยู่ไกล


............................



ผมจ้องนิ่งเข้าไปในแววตาของเธอ มีคำพูดอีกมากมายที่อยากสานต่อ ความรู้สึกบางอย่างเอ่อล้นขึ้นมาแปลกประหลาด



ผมขอเบอร์คุณได้มั้ยครับ


ดาขอเบอร์คุณไว้ดีกว่าค่ะ


........................................



โลกหมุนตามหน้าที่อีกครั้ง ทุกอย่างพลันเคลื่อนไหวรวดเร็ว ผมมองส่งเธอหายไปกับความมืดมิดยามค่ำคืน พร้อมสายตานับสิบคู่ที่มองส่งเธอเช่นกัน......................


....................................................................


ดา............ดา ผมเพ้อออกมาขณะที่ปลายจมูกไล้ซอกคอของเธอ สองมือเกาะกุมกันแน่น ในห้องสี่เหลี่ยมขนาดใหญ่ พายุฝนภายนอก จากที่ค่อยๆ ลงเม็ดสร้างความชื่นฉ่ำ เริ่มทวีความรุนแรงเป็นระลอกๆ สม่ำเสมอ...........บ้าคลั่ง.................



เพดานสีขาวที่คุ้นเคย แดดยามเช้าลอกผ่านเข้ามาจนแสบตา ผมดันตัวขึ้นมาในท่าขัดสมาธิ สับสนกับเหตุการณ์เมื่อคืน



ใช่........ใช่แน่ๆ ดา......ฉากเลิฟซีนที่ผ่านตาอาจเป็นความฝัน แต่เธอ.....เธอมีตัวตนจริงๆ เราได้เจอ ได้พุดคุยกันเมื่อคืนแน่ๆ



ผมจะได้เจอคุณอีกมั้ยนะ..........



ผมทำกิจกรรมซ้ำๆ คนเดียวอีกแล้ว



อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ นืองแน่นด้วยรถราและผู้คนสับสนปนเป นักเขียนไส้แห้งแบบผมใช้ที่นี่เป็นที่คิด ที่เขียน ที่หาวัตถุดิบ ผู้คนมากมายสัญจรผ่านมาผ่านไปอยู่ทุกเมื่อ บางวันถ้าผมมาเวลาเดิมก็มักจะพบผู้คนน้าเดิม ภาพเดิม ของวงกลมกลางมหานคร



นานเท่าไรแล้วไม่รู้ที่ปลายปากกจรดอยู่ตรงที่เก่า สมาธิที่เคยตั้งมั่นเมื่ออยู่ที่วงกลมกลางมหานคร ตอนนี้ภาพของดาเข้ามาบดบังแทนที่ ผมจำได้แทบทุกรายละเอียดของเธอ ดวงตาโตเป็นประกายแฝงเสน่ห์คู่นั้น ผมตรงดำสลวยประบ่า ผิวขาวเด่นขับออกมาจากเสื้อกล้ามรัดรูปสีดำ นาทีนี้มีแต่เธอ เธอ เธอ เธอ เธอ เธอ เธอ เธอ เธอ .....................................



มาทำอะไรที่นี่ค


......................



ผมจ้องนั่งที่ภาพตรงหน้า ยิ้มเล็กน้อยที่มุมปาก แทบไม่เชื่อสายตาตัวเอง



ยิ้มอะไร


เปล่านี่ครับ


ผมมานั่งเขียนงาน


เขียนงาน คุณเป็นนักเขียนเหรอคะ


ผมชอบเขียน ชอบคิด ชอบสงสัย


คุณล่ะครับ มาทำอะไรที่นี่


มาทำธุระแถวนี้ค่ะ


บังเอิญจังนะครับ


ความบังเอิญบางครั้งก็ถูกำหนดไว้แล้วนะค



แสงแดดอ่อนยามบ่ายคล้อยเย็นทำให้ผมเห็นเธอชัดเต็มตา หนึ่งชีวิตของมนุษย์ จะตกหลุมรักใครจนหมดใจอย่างนี้สักกี่ครั้งกันนะ ผมจะจัดการกับความรู้สึกนี้ยังไงดี



คุณมีธุระที่อื่นมั้ยครับ


ไม่มีแล้วคะ......... ว่าจะไปเดินเล่นที่สยามสักพัก



ผมเดินเป็นวงกลมที่อนุสาวรีย์ชัยมาสามปีเต็ม ทั้งที่มีทางออกหลายทาง แต่ผมก็ไปไหนไม่ได้สักที



อยากได้เพื่อนเดินเล่นมั้ยครับ


........................



วงกลมเริ่มมีรูรั่วที่ละนิด



ชีวิตที่เคยเหงาเดียวดาย เหมือนมีอะไรเติมเต็มแทนที่ เวลาที่เคยเอื่อยเฉื่อยก้าวกระโดดไม่รั้งรอ ภาพรอบตัวเคลื่อนไหวสับสนรวดเร็ว มีเพียงเธอที่สว่างชัดเต็มตา มีแค่เสียงเธอดังก้องในโสตประสาท



เฮ้ย... ไอ้อชิ


ผมเหมือนหลุดออกจากภวังค์


เออ...ว่าไง


มึงมาทำอะไรคนเดียวที่สยามวะ


คนเดียว ......คนเดียวอะไรวะ


กูมากับดา .....เออ นี่...ชื่อดา


ดาครับนี่ ไอ้โป้ง ไอ้ปืน เพื่อนผม



เพื่อผมสองคน ทำหน้างง มันสบตากัน แล้วหันมาจ้องหน้าผม



ไอ้อชิ มึงอำอะไรพวกกูเนี่ย


อำ.... อำอะไรวะ


กูเห็นมึงยืนอยู่คนเดียวชัดๆ


มึงสองตัวดิ บ้าป่าวว่ะ


ดายืนอยู่ข้างๆ กูนี่ไง


...................


ไอ้นี่.................ไม่เจอกันนาน มุขเยอะขึ้นนะมึง


เออ พวกกูไม่กวนมึงแล้ว นัดหญิงไว้ต้องรีบไป ไว้เจอกัน.......... ไปก่อนนะครับดา!”


เออ เจอกัน


..........................


อะไรของพวงมันวะ


ดาจะไปไหนต่อครับ


ยังไม่รู้เลยค่ะ เรื่อยๆ


งั้น...หิวมั้ยครับ แถวบ้านผมมีร้านอาหารอยู่ร้านนึง บรรยากาศดี อาหารอร่อยด้วย


ก็ดีค่ะ


........................



ตลอดทางภาพของไอ้โป้ง กับไอ้ปืนวิ่งวนอยู่ในหัวสมองของผมตลอดเวลา พวกมันอำอะไรผม อำเพื่ออะไร



มากี่ท่านครับ


2 คนครับ


ถ้าจะรอเพื่อน แนะนำเป็นกลางร้านดีกว่านะครับ


ปล่าว ผมมา 2 คนกับคุณผู้หญิงนี่ไง!..... ไม่ได้รอเพื่อน



ไอ้บ๋อยเวรนี่จะอำอะไรกูอีกวะ วันนี้แม่งเจอแต่คนกวนส้นตีน



นี่มึงไม่เห็นผู้หญิงข้างกูนี่เหรอไงวะ


ขอโทษนะครับคุณลูกค้าผมเห็นคุณมาคนเดียว


ไอ้ห่านี่......



ผมกระชากคอเสื้อ ไอ้ห่าบริกรนั่น กำหมัดแน่น พลันภาพไอ้โป้ง ไอ้ปืนลอยเข้ามารบกวน ภาพสายตาของผู้คนที่จับจ้องผมกับดา เสียงครหานินทาระหว่างทางที่เราสองคนก้าวเดิน วินาทีนั้นผมไม่ได้สนใจ ความสนใจทั้งหมดถูกเธอเบี่ยงเบนจนสิ้น



เธอเป็นใคร!


เธอเป็นใครกันแน่


ผี วิญญาณ ภาพหลอน


ดา ดา ดา ..........



ผมตะโกนก้องสุดเสียงเต็มความสามารถ ผู้คนต่างเพ่งความสนใจเป็นทิศทางเดียวกัน ดา หายวั๊บไปจากสายตา เหลือเพียงความว่างเปล่าตรงหน้า



ผมออกวิ่งโดยทิ้งความสงสัย ตกใจ หวาดกลัว เหตุการณ์ทั้งหมดไว้ตรงนั้น นาทีนี้ผมจะทำอะไรได้ล่ะ ได้แต่สั่งให้สองขาออกวิ่ง วิ่ง วิ่ง วิ่ง วิ่งออกไปให้เร็วที่สุด


................................................................................................................



ห้องสี่เหลี่ยมที่คุ้นเคย กลุ่มควันหอมกลุ่มใหญ่ลอยอบอวล นัยต์ตาเริ่มหนัอึ้งเปลี่ยนเป็นสีแดงก่ำ ภวังค์ความคิดจมดิ่ง ดา ....... ดา ผมเอ่ยชื่อเธอกับกลุ่มควัน และอากาศโดยรอบ



หึ.....หึ.....หึ....


ฮ่า ฮ่า ฮ่า ฮ่า ฮ่า ฮ่า



คุณจะเป็นใครก็ช่าง ผี วิญญาณ ภาพหลอน คุณจะเป็นอะไรก็เรื่องของคุณ............ผมรักคุณ ผมรักคุณ ไดยินมั้ย........ออกมาสิ ออกมา ขอเพียงมีคุณ ขอเพียงคุณอยู่ข้างๆ ผม ขอให้ผมได้สัมผัสคุณ โอบกอดคุณ


ผมข่มตาแน่น ภาพของเธอ แววตาของเธอ น้ำเสียงเธอ เธอชัดเจนเหลือเกิน ในห้วงความคิด



ดาไม่ใช่ผี ไม่ใช่ภาพหลอน



ผมพยามยามเปิดตาให้กว้างที่สุด เพื่อจะได้เห็นภาพตรงหน้าให้ชัดเต็มตา...................เอื้อมมือคว้าเธอมาสวมกอ



คุณไม่ต้องพูด ไม่ต้องอธิบายอะไร ผมอยากฟังแค่คำเดียว คุณรักผมมั้ย


ดาเกิดมาเพื่อรักคุณ



ผู้ประพันธ์ วิชชา วรรณรัตน์

วันเสาร์ที่ ๑๒ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๕๒

ผลการประกวดเรื่องสั้นเดือนพฤศจิกายน 2552

ประกาศผลรางวัลเรื่องสั้นชั้นดีของคนรุ่นใหม่

Indy Short Story Award

เดือนพฤศจิกายน 2552*

เรื่องที่ได้รับรางวัล ได้แก่

เรื่อง เพ้อเจ้อ ของ สักทอง เฟรนซ์ฮอร์น

และ

เรื่อง รอคอยท้องฟ้าสีเก่า รอคอยรักเรา...กลับคืน

ของ P.J.Anderson

จึงประกาศมาให้ทราบโดยทั่วกัน

ท่านสามารถติดตามอ่านเรื่องที่ได้รับรางวัลได้
คลิกที่นี่ (เพ้อเจ้อ)

และที่นี่(รอคอยท้องฟ้าสีเก่า รอคอยรักเรา...กลับคืน)

และสามารถอ่านเรื่องสั้นที่ส่งเข้าประกวดในเดือนพฤศจิกายนทั้งหมดได้
คลิกที่นี่

ขอแสดงความยินดีมา ณ โอกาสนี้

ประกาศ ณ วันที่ 12 ธันวาคม 2552



ผลการสำรวจ** ท่านคิดว่าเรื่องเดือนพฤศจิกายนเรื่องใด "โดนใจ" ที่สุด

ผ่านทาง
http://youngthai.blogspot.com/

ตั้งแต่วันที่ 1-12 ธันวาคม 2552

จำนวนโหวตทั้งสิ้น 41 คลิก คิดเป็น 100%

ช้างดาว ชาวสมถะ
0 (0%)

กล่องดวงใจ
3 (7%)

เฉพาะกิจ
0 (0%)

เพ้อเจ้อ
2 (4%)

จุดเริ่มต้น
1 (2%)

Apple
0 (0%)

สิ่งมีชีวิต
0 (0%)

จุดศูนย์กลางที่อยู่ริม
6 (14%)

ชิงช้าสวรรค์
5 (12%)

ศาลในห้องนอน
0 (0%)

แอบรักเพื่อน
0 (0%)

เจ้าหญิง+อัศวิน=MSN
0 (0%)

รอคอยท้องฟ้าสีเก่า รอคอยรักเรา...กลับคืน
8 (19%)

โลกพระศรีอาริย์
6 (14%)

รักเพื่อน...เพื่อนรัก
0 (0%)

รอยยิ้มพิมพ์น้ำตา
1 (2%)

เซอร์ไพร์สจากนรก
0 (0%)

การอดตายอย่างเชื่องช้าของหมาข้างถนน
1 (2%)

ตัวตน
0 (0%)

พลิก
1 (2%)

อะไรอยู่บนนั้น
1 (2%)

ตกกรอบ
0 (0%)

คุคุโนะจิ...เทพเจ้าแห่งต้นไม้
5 (12%)

เศษซากที่ไม่จางหาย
0 (0%)

โศก…สัตว์
0 (0%)

เดือนดาวใต้ผืนฟ้า
1 (2%)


*สุดยอดเรื่องสั้นชั้นดีประจำเดือนพฤศจิกายน 2552 นี้จะถูกนำไปพิจารณาร่วมกับสุดยอดเรื่องสั้นชั้นดีเดือนอื่น ๆ เพื่อรับรางวัลสุดยอดเรื่องสั้นชั้นดีของคนรุ่นใหม่ Indy Short Story Award 2553 ในกาลต่อไป
**ผลการสำรวจความคิดเห็นไม่มีผลต่อการตัดสินใด ๆ ทั้งสิ้น เช่นเดียวกับข้อวิจารณ์/ความคิดเห็น ในเรื่องนั้น ๆ

ยังไทย : คนรุ่นใหม่ของวงการวรรณกรรม

ไดอารี่อนาคตกาล

เรื่องสั้นส่งเข้าประกวด Indy Short Story Award




ไดอารี่อนาคตกาล



วันที่ 8 พฤษภาคม 2582


เป็นครั้งแรกที่เขาก้าวเข้ามาในห้องทำงานของคุณตา หลังจากที่คุณตาเสียชีวิต


เด็กหนุ่มวัยสิบเจ็ดนึกอย่างกลัวๆในขณะที่ผลักประตูกระจกสีหม่นเข้าไปในห้อง...


เป็นห้องทำงานที่ดูธรรมดากว่าที่เด็กชายคิดเอาไว้ คอมพิวเตอร์โฮโแกรมที่ดูเหมือนถ้วยวางไข่เอเลี่ยนขนาดใหญ่วางฝุ่นเกรอะอยู่ที่โต๊ะทำงาน แน่ละ คอมพิวเตอร์ตัวนี้ไม่ได้ใช้มากว่าสี่ถึงห้าเดือน มันก็ต้องฝุ่นเกาะอยู่แล้ว หนังสืออีกมากมายที่จัดวางอยู่อย่างเป็นระเบียบผิดกับห้องของตนเองที่ดูรก รวมทั้งแผนที่ยูราเชียโบราณ และลูกโลกเสมือนจริงที่หน้าจอทรงกลมที่ทำจากหน้าจอคอมพิวเตอร์ดูอึมครึมเหมือนความคิดของเขา


เพราะคุณยายของเขาทีเดียวที่ตอบด้วยรอยยิ้มฟันหลอว่า


ไปที่ห้องทำงานของคุณตาสิ แล้วเธอจะพบคำตอบ


เมื่อนรินทร์ถามว่า


ในอนาคต เขาจะทำอะไรเป็นอาชีพดี


เขาจึงเดินเข้ามาที่นี่เป็นครั้งแรก หลังจากที่คุณตาเสียไปได้สามเดือน


อันที่จริง เขาเคยเข้ามาที่นี่แล้ว แต่เพียงไม่กี่ครั้งเท่านั้น เพราะคุณตามักจะทำงานที่นี่จนดึกอยู่ตลอด เขาเข้าได้ก็ตอนที่กำลังจะจากที่นี่ไปตอนอายุสิบขวบเพื่อไปอยู่กับคุณแม่ เพื่อหยิบหนังสือสองเล่มที่คุณตาคิดจะให้มานานแล้วกลับไป นั่นคือหนังสือ นิทานเซน กับหนังสือภาพเกี่ยวกับประธานาธิบดีสมัยต่างๆ


(ว่าแต่...ข้อมูลในนี้มันเยอะจริงๆ แล้วเขาจะเริ่มจากอะไรก่อนดีล่ะ)


นรินทร์นึกนึกพลางเอานิ้วแตะปาก เด็กหนุ่มมองไปรอบๆชั้นหนังสือเจ็ดชั้นที่สูงจรดเพดาน ซึ่งล้อมรอบตัวเขาสามด้านติดกำแพง ไม่รวมถึงชั้นเล็กๆสามชั้นที่วางอยู่บนโต๊ะ ซึ่งในนั้นมีหนังสือภาพนิทานเล็กๆเต็มไปหมด


แล้วเขาจะเริ่มจากหาอะไรก่อนดี...


สายตาของนรินทร์เหลือบไปเห็นหนังสือปกหนังเล่มเล็กพอๆกับฝ่ามือที่วางอยู่บนโต๊ะ มันเป็นสมุดบันทึกที่ดูใหม่อยู่มาก แต่ฝุ่นหนาทำให้มันดูเก่า เขาเดินไปหยิบมันขึ้นมาปัดฝุ่นออกอย่างระมัดระวังที่ปก


ปีที่เป็นอักษรสีทองตัวหนาบอกถึงปีปัจจุบัน พ.ศ. 2582 ปกสีน้ำตาลของมันดูหนาและนุ่มมาก มันดูเหมือนทำจากหนังสังเคราะห์ เขานั่งลงบนโต๊ะสีเทาที่มีโคมไฟ และเปิดสมุดออกอย่างระมัดระวัง



เป็นครั้งแรกที่เขาได้อ่านไดอารี่ของคุณตา...


ผู้ที่ได้ชื่อว่าเก่งกาจในหลายด้าน ทั้งการแปลหนังสือ เขียนเรื่องสั้น นิยาย ผู้ประกาศข่าว มัคคุเทศก์ ความรอบรู้ของเขามีมากกว่าคนอื่นๆที่ดังๆสมัยนี้เสียอีก


แต่สิ่งที่ทำให้ชายชราไม่ค่อยโด่งดังมากนักในแง่วิชาชีพ คือความคิดที่ไปไกลสุดกู่ของเขา คุณตามักจะคิดถึงแต่เรื่องราวของโลกอนาคตที่ดูแปลกแยก ถึงแม้นรินทร์จะไม่รู้ว่าเขาจะคิดไปทำไม เพราะเขาไม่สามารถใช้ชีวิตได้นานมากกว่านี้อีกแล้ว แต่คุณตามักจะเขียนปรัชญาเกี่ยวกับโลกอนาคตเสมอในผลงานของเขา


โลกอนาคตนั้นสวยงามแน่หรือ ในเมื่อความคิดของมนุษย์ยังไม่เจริญตาม


เขาถามตัวเองเสมอเกี่ยวกับความคิดของชายชราเมื่อนึกถึงสมัยปัจจุบันของกรุงเทพฯ ที่ตอนนี้ทันสมัยจนถึงขีดสุด ยิ่งกว่าประเทศบางประเทศเสียอีก มันไม่เห็นจะมีอะไรที่น่าเป็นห่วงอย่างที่บทความของคุณตาบอกเอาไว้


วันที่ 1 มกราคม 2582


วันนี้ฉันก็ตื่นขึ้นมาพบกับความเสื่อมโทรมของโลกอนาคตเหมือนเดิม


เสื่อมโทรมหรือ หมายความว่าอย่างไรกัน นรินทร์นั่งขัดสมาธิบนเก้าอี้และอ่านต่อไปด้วยใจจดจ่อ


วันปีใหม่ ฉันนั่งตักบาตรกับพระรูปหนึ่งและแอนดรอยด์เด็กวัดอีกตัวหนึ่งที่ส่งเสียงติ๊ดๆขอเศษตังค์เพื่อวัด ฉันคิดว่าพวกเขาดูไม่มีความคิด ดูเหมือนพวกพวกหุ่นยนต์ขอเงินเพื่อการกุศลมากกว่า ฉันให้เงินไปประมาณหนึ่งร้อยบาท แล้วพวกเขาก็ไปพร้อมกับเสียงตุ๊ดๆติ๊ดๆเหมือนอย่างเคย ฉันกลัวว่าพวกมนุษย์จริงๆจะหายไปจากโลกทั้งหมด เพราะความเอาแต่ใจตัวของมนุษย์จริงๆ


ข่าวเกี่ยวกับการเมืองในวันนี้ในโทรทัศน์โฮโลแกรมก็ไม่มีอะไรมากนัก นอกจากนายกฯทะเลาะกับประธานาธิบดีเมืองกุโร ดาวเอกพละเนตเรื่องการส่งออกแร่ข้ามดวงดาว มันช่างเป็นเรื่องที่ไร้สาระ แต่เรื่องนี้กลับส่อเค้าวุ่นวาย เมื่อต่างฝ่ายต่างไม่ยอมลงให้กัน คนหนึ่งก็คิดว่าฝ่ายตัวเองถูกที่ส่งออกแร่แล้วขาดทุน ควรจะได้มากกว่านี้ ส่วนอีกฝ่ายนั้นต้องการแร่มากกว่านี้ในราคาถูก ทำเหมือนพวกเด็กๆไม่รู้จักโต และถึงแม้ว่าในปีใหม่นี้จะมีข่าวดีอย่างลูกไลเกอร์กลิ้งตัวได้สำเร็จ แต่มันก็ยังดูไร้สาระ


ดูภายนอกบ้านของกรุงเทพฯ รุ่งเรืองและเจริญด้านเทคโนโลยี แต่ชนบทกลับไม่มีใครดูแลและไม่มีใครพูดถึงเลยแม้แต่นิดเดียว ต่อให้เป็นใบปลิวก็เถอะ


สงสัยทุกคนคงจะลืมความคิดแต่เดิมของพ่อแม่ไปจนหมดแล้วละกระมัง


ยิ่งความคิดสมัยโบราณเรื่องไม้ตะเกียบ คงยิ่งไม่มีอยู่ในสารบบ เพราะขนาดนักการเมืองยังทะเลาะกันเองเลย นับประสาอะไรกับประชาชนในตอนนี้ล่ะ จริงไหม


เฮ้อ...


วันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2582


ขอโทษทีที่คนแก่ๆอย่างฉันไม่ได้เขียนบันทึกเสียนาน พอดีเข้าโรงพยาบาล สุขภาพไม่ดี คนแก่ก็แบบนี้ละ โรคร้ายรุมเร้า


นรินทร์ก็จำวันนั้นได้ดี หลังจากหยุดวันปีใหม่วันสุดท้ายได้ประมาณสามสี่วัน คุณตาเกิดอาการทรุดเพราะโรคเบาหวานขึ้นมาอีก และถูกส่งโรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่ง ก่อนที่จะกลับบ้านได้ในอีกหนึ่งเดือนต่อมา


โรงพยาบาลก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่ฉันอยากจะบ่น ถึงแม้ว่าจะมีอุปกรณ์อำนวยความสะดวกมากมายแค่ไหน แต่ก็ดูไร้ชีวิต เหมือนกรุงเทพในปัจจุบันที่ไม่มีชีวิตชีวาเหมือนในสมัยก่อนเอาเสียเลย ที่นี่ก็ไม่ต่างกันนัก ทุกอย่างดูไม่มีชีวิตชีวาเหมือนสมัยนี้นั่นละ ผิดกับสมัยเมื่อสามสิบกว่าปีก่อนที่นางพยาบาลยิ้มอย่างเข้าอกเข้าใจ และหมอก็พยายามที่จะเข้าใจคนไข้อย่างสุดความสามารถ แต่ตอนนี้ อะไรๆก็เป็นเครื่องจักรกับข้อมูลไปหมดแล้ว ขนาดหมอยังเป็นแอนดรอยด์เลย


ไม่มีรอยยิ้ม ไม่มีอะไรที่ดูเป็นของจริงอีกต่อไป



วันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2582


ช่วงนี้มัวแต่นอนซมเพราะโรคคนแก่ เลยไม่ได้อ่านอะไรเลย แต่มันก็ดีอยู่อย่างที่ลูกชายมาหาและหยิบเอาหนังสือการ์ตูนญี่ปุ่นออกมาจากบ้านให้ฉันอ่านด้วย เป็นเรื่องที่สนุกมากๆเลยทีเดียว ชื่อเรื่องว่า...วันๆอะไรนี่ละ


(วันพีซ...) นรินทร์พูดพลางฉีกยิ้มน้อยๆ


ในตอนที่ฉันเห็นฉากความยิ่งใหญ่ของทหารเรือ ไม่ว่าจะเป็นหุ่นยนต์ หรือกองทหาร หรือไม่ก็ทหารยศใหญ่(ที่มีความสามารถ) ทำให้ฉันนึกถึงเมื่อสมัยก่อน เมื่อการททหารเริ่มแทรกแซ.การเมือง แต่ในตอนนี้ การเมืองกับการทหารเกี่ยวข้องกันจนแยกไม่ออก เหมือนผีเน่ากับโลงผุเลยละ (ฮา) ไม่ต่างจากการทหารและสงครามระหว่างดวงดาวที่มีซุปเปอร์คอมพิวเตอร์เข้ามาเกี่ยวข้องในด้านการวางแผนการรบ ถึงแม้ว่าจะไม่มีการผิดพลาดใดๆ แต่การที่ไม่มีมนุษย์เข้ามาช่วยโต้แย้งกันก็ทำให้หงุดหงิดอยู่พอสมควร เพราะมนุษย์ที่โต้แย้งกันจะทำให้มีความคิดที่หลากหลายเพื่อนำไปใข้ในครั้งต่อไป ซุปเปอร์คอมพิวเตอร์เครื่องเดียวจะไปประมวลอะไรได้มากมายนัก ยิ่งไปกว่านั้น ทั้งๆที่มนุษย์มีสมองที่สามารถรับข้อมูลได้มากกว่าเจ็ดพันล้านกิกกะไบท์ ดีกว่าซุปเปอร์คอมพิวเตอร์บางรุ่นเสียอีก และที่สำคัญมากไปกว่านั้น ก็มนุษย์เองนั่นละที่ประดิษฐ์ซุปเปอร์คอมพิวเตอร์ขึ้นมา แล้วทำไมถึงไม่สามารถคิดได้พอๆกับซุปเปอร์คอมพิวเตอร์ล่ะ


นรินทร์ฉีกยิ้มอย่างขบขัน ก่อนที่จะอ่านต่อไป


วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2582


มัวแต่ นอน นอน นอน ทำให้โลกนี้มันดูน่าเบื่อ ไม่ค่อยได้ติดตามข่าวสารอะไรกับเขามากนักหรอก แต่ก็ดีที่ยายหยิบวิทยุออกมาจากห้องทำงานแล้วเปิดให้ฉันฟัง ไม่อย่างนั้นฉันคงเบื่อตายเสียก่อน


เรื่องของข่าวลือกลายเป็นของธรรมดาไปเสียแล้วสำหรับข่าววิทยุ มีข่าวทำนองนี้ออกมาให้เห็นอยู่เป็นประจำ ทั้งข่าวลือที่ว่าจะเกิดสงครามดวงดาว ข่าวอะไรต่างๆ ถึงแม้ว่าจะปิดข่าวมากแค่ไหน แต่ก็ยังไม่พ้นข่าวลือ เฮ้อ...


พูดถึงทูตในมัยนี้ดูเจ้าเล่ห์เหลือร้าย ถึงแม้ว่าพวกเขาจะเข้าไปในประเทศอื่นๆเพื่อเจรจาในด้านต่างๆ แต่ด้านหลังมือของนักการทูตเหล่านั้น กลับซ่อนความละโมบอยากได้และอาวุธมีดที่ไม่จำเป็นทางการเมืองเอาไว้ หลายสิ่งที่เมื่อทำไม่ได้ และไม่สมหวัง ก็จบลงด้วยความเศร้าโศก และด้วยสงคราม


แต่สิ่งที่สามารถทำให้ทุกอย่างไม่เป็นอย่างนั้นอยู่ในหัวใจของมนุษย์นี่ละ แค่หันหน้าเข้าหากัน หยุดทำตัวเป็นศูนย์กลางของจักรวาล แล้วร่วมคุยกันอย่างเป็นทางการ เปิดใจให้กัน จริงใจ ไม่ปลิ้นปล้อน


แต่มนุษย์จะทำได้อย่างไร ในเมื่อมนุษย์ยังมี ความเห็นแก่ตัว อยู่


หลังจากหน้าบันทึกวันนั้น หน้ากระดาษที่เหลือก็ว่างเปล่าทั้งหมด ซึ่งก็ไม่น่าแปลกใจว่าทำไม คุณตาเริ่มมีอาการทรุดตั้งแต่สองสามวันหลังจากเขียนบันทึกเล่มนี้ แล้วเขาก็เสียชีวิตในอีกหนึ่งเดือนต่อมา เขาจึงไม่ได้บันทึกอะไรอีกเลย


นรินทร์ปิดสมุดบันทึกดังปั่บ และวางมันลงบนโต๊ะ ก่อนที่จะถอนหายใจหนักหน่วง ถึงแม้ว่าจะเป็นแค่สี่วัน แต่ความคิดของคุณตาที่ระบายออกมาก็มากมายเสียเหลือเกิน เขานั่งลูบหน้าผากอยู่นานทีเดียว ก่อนที่จะเริ่มคิด


(สิ่งที่คุณตาบันทึกเอาไว้ ช่างมากมายเกินกว่าจะเป็นบันทึกระบายอารมณ์)


(มันเหมือนกับคำทำนายว่าโลกกำลังเจอกับวิกฤติร้ายแรงเพราะฝีมือมนุษย์ที่เอาแต่ใจ)


(ทำไมเขาอ่านแล้วรู้สึกสะท้อนใจแบบนี้นะ)


นรินทร์ค่อยๆมองไปรอบๆ ชั้นหนังสือทั้งเจ็ดชั้นที่สูงจดเพดานเต็มไปด้วยหนังสือเกี่ยวกับเรื่องราวต่างๆมากมายที่ยัดลงกะโหลกน้อยๆของเขาไม่หมด ไม่ว่าจะเป็นวิทยาศาสตร์ การเมือง สังคม วัฒนธรรม เศรษฐศาสตร์ เกษตร เครื่องกล นิยาย เรื่องสั้น และอื่นๆเต็มไปหมด


(คุณตาบันทึกเกี่ยวกับความเสื่อมถอยของมนุษย์ที่คุณตามองเห็นในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา)


(เขาต้องทำอะไรบ้าง ก่อนที่ความเสื่อมถอยนั้นจะเกิดขึ้นจริงๆ)


(แต่การแก้ไขแบบนี้ เขาไม่สามารถทำด้วยตัวเองคนเดียวในเวลานี้ได้)


(เด็กตัวเล็กๆอย่างเขาจะทำอะไรได้ในตอนนี้)


นรินทร์เดินออกมาจากห้องทำงานด้วยความรู้สึกหนักอึ้งทางคาวามคิดยิ่งกว่าตอนที่เข้ามาเสียอีก ก็พอดีได้ยินเสียงข่าวทางโทรทัศน์โฮโลแกรม


ขณะนี้ นายกรัฐมนตรีได้ประกาศภาวะสงครามระหว่างประเทศไทย กับเมืองกุโร ดาวเอกพละเนต ที่เมื่อสองสามเดือนก่อน เป็นข่าวกับไทยเกี่ยวกับความขัดแย้งด้านการส่งออกระหว่างดวงดาว กับการปักปันเขตแดนระหว่างเมืองในดวงดาวกุโรเพื่อทำเหมืองแร่…”


คุณยายที่กำลังปอกแอปเปิ้ลให้หลานที่มาเยี่ยมถึงกับทำแอปเปิ้ลหล่นและอ้าปากค้าง นรินทร์มองดูนายกรัฐมนตรีของประเทศไทยพูดด้วยน้ำเสียงเหนื่อยอ่อน เหมือนกับไม่ได้นอนในหลายวันมานี้ ชายหนุ่มวัยห้าสิบสองพูดผ่านเครื่องโทรศัพท์สามมิติในห้องทำงาน


โชคร้ายจริงๆที่เราต้องมาเจอสถานการณ์สงครามระหว่างดวงดาวอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่ผู้นำในเมืองกุโรไม่ยอมรับข้อตกลงในตอนแรกของพวกเรา ที่จะปักปันเขตแดนทางตอนเหนือของดวงดาวเพื่อการทำเหมืองของพวกเรา ทั้งๆที่ถ้าเราทำเหมืองในดวงดาวของพวกเขา จะได้รับสิทธิประโยชน์มากมาย แต่พวกเข่ากลับคิดว่าพวกเราจะไปแงชิงดินแดนของพวกเขาเพื่อเป็นอาณานิคม แถมพวกเขายังประกาศสงครามกับเราก่อนด้วยการลอบสังหารนักการทูตของเราด้วย เราจึงต้องประกาศภาวะสงครามกับประเทศเราอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้อีกแล้ว...


นรินทร์นิ่งอึ้งไปนานทีเดียว สิ่งทีคุณตาทำนายเอาไว้ผ่านสมุดบันทึกกำลังจะเป็นความจริงเสียแล้ว...


(เขาควรจะทำอย่างไรดี...


ทำอย่างไรดี...


ทำอย่างไรดี...)


ดวงตาสีดำของนรินทร์สว่างวาบขึ้นมาในทันที


(เขาตัดสินใจได้แล้ว)


คุณยาย


อะไรจ๊ะ หญิงชราร่างเล็กพูดเสียงสั่น ดูเธอจะตกใจที่เขามาอยู่ข้างๆเธอและดูโทรทัศน์ด้วย


ผมตัดสินใจได้แล้วครับ ว่าจต่อจากนี้ไปจะทำอะไรดี...


....................................................................


ระหว่างห้าปีกับสงครามแย่งชิงทรัพยากรระหว่างประเทศไทยกับเมืองกุโร ดาวเอกพละเนต ทำให้ผู้คนทั้งประเทศล้มตายลงกว่าร้อยล้านคน ไม่รวมถึงดาวเอกพละเนตที่เสียชีวิตไปกว่าหกสิบล้านคน ซึ่งนับเป็นการสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดในสงครามครั้งนี้ นับตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่สอง


ระหว่างนั้น ได้มีผลงานชิ้นเล็กๆขึ้นมาในนิตยสารข่าวรายสัปดาห์ แต่มีคนพูดถึงงานเขียนชิ้นนี้ปากต่อปากไปทั่วประเทศ นับตั้งแต่คนที่จนที่สุดไปจนถึงนักการเมืองระดับสูง และเมื่อผลงานชิ้นนี้ออกรวมกับรวมเรื่องสั้นอื่นๆในชื่อพอกเกตบุคว่า นาฬิกาอนาคต เขาเริ่มมีชื่อเสียงในฐานะนักเขียนเรื่องสั้นไซไฟ และว่ากันว่า หนึ่งในเรื่องสั้นที่พูดถึงเมื่อสักครู่ เป็นสาเหตุที่ทำให้สงครามระหว่างดวงดาวสิ้นสุดลงอีกด้วย


และตอนนี้ ผู้เขียนเรื่องสั้นสะเทือนดวงดาวนั้น ก็อยู่ที่นี่แล้วค่ะ ขอเชิญพบกับ นรินทร์ วิเศษกุล ค่ะ


ชายร่างสูงวัยยี่สิบสามผมดำคนหนึ่งก้าวเข้ามาที่แท่นโพเดียมไม้สีน้ำตาลอ่อน และปรับไมโครโฟนให้เข้ากับปากของตนเอง และเริ่มพูดผ่านระบบซาวนด์รอบห้องหนังสือให้ทุกคนที่รวมถึงชาวกุโรที่อยู่ที่นี่ได้ฟังด้วย


สงครามไม่เคยให้อะไรกับคนที่เริ่มต้นมัน และหยุดมัน ไม่เคยให้อะไรกับคนที่สูญเสีย หรือคนที่ได้รับชัยชนะ มันมีแต่หยิบยื่นความชั่วร้ายให้กับคนเหล่านั้น ไม่ว่าจะจะทางตรงหรือทางอ้อม และไม่ว่าจะทางใดๆก็ตาม มันไม่เคยมอบสิ่งที่ดีๆให้แก่คนเหล่านั้นเลย...แม้แต่นิดเดียว...


ถึงแม้สงครามที่เกิดขึ้นในแต่ละครั้งจะมีความโหดร้ายทารุณสมกับความหมายของคำๆนี้ แต่มันก็มีสิ่งที่สงคามได้ให้กับเรา และยากนักที่จะมีใครให้ได้มากขนาดนี้ นั่นคือ ประสบการณ์ที่จะทำให้สงครามเป็นสิ่งที่ไม่สมควรเกิดขึ้นอีก


ชาวดาวเอกพละเนตนับพันคนที่อยู่ในห้องหนังสือของมหาวิทยาลัยที่จากดวงดาวของตัวเองเพื่อมาฟังสุนทรพจน์ของคนที่ทำให้สงครามระหว่างดวงดาวจบลงอย่างไม่เสียเลือดเนื้อในตอนท้ายของสงคราม พวกเขานั้นต่างรู้สึกประทับใจกับคำพูดของชายหนุ่มอายุรุ่นราวคราวเดียวกัน หรืออาจจะแตกต่างจากชาวดาวเหล่านั้นมากทีเดียว


สิ่งที่จะทำให้สงครามครั้งต่อๆไปนั้นกลายเป็นเรื่องเล็ก หรือไม่ใช่สิ่งที่จะอยู่ในหัวของพวกเรานั้น อยู่ในหัวใจดวงเล็กๆของมนุษย์อย่างพวกเรา และชาวดาวกุโร ขอเพียงแค่หันหน้าเข้าหากัน เข้าอกเข้าใจกัน และมองทุกๆอย่างให้กว้างเข้าไว้ สงครามก็จะกลายเป็นสิ่งที่จะไม่เกิดขึ้น...ไปอีกนานแสนนาน


นี่คือคำคมจากสมุดบันทึกของคุณตาของผม...ขอขอบคุณครับ


นรินทร์คำนับให้กับทุกคน และเดินลงจากโพเดียม ก่อนที่จะมองดูทุกคนที่ส่งยิ้มพร้อมกับปรบมือให้กับเขา และในขณะที่เด็กหนุ่มวัยยี่สิบสามมองดูผู้คนที่ยิ้มให้นั้น ภาพคุณตาที่ส่งยิ้มอย่างภาคภูมิใจและซับน้ำตาให้กับความสำเร็จของนรินทร์ก็ปรากฏกายขึ้นตรงหน้าเขา


ก่อนที่จะจางหายไป...ราวกับการกระเพื่อมของน้ำ




ผู้ประพันธ์ สิงหา

วันพฤหัสบดีที่ ๑๐ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๕๒

ฝันและความหมายของชีวิต

เรื่องสั้นส่งเข้าประกวด Indy Short Story Award



ฝันและความหมายของชีวิต



การพยายามตามหาความฝันและค้นหาความหมายของชีวิต


ออกค้นหาตัวเองแต่ในวันนี้ กลับพบเพียงความว่างเปล่า


พบเจอความท้อแท้ ผิดหวัง


กำลังใจอยู่ที่ตัวเราเอง เพียงแต่ว่าเราจะใช้มันเมื่อไร


บางครั้งอยากเปิดกระเป๋า เก็บสัมภาระที่จำเป็น


ยัดลงในกระเป๋า แล้วออกเดินทางตามความฝัน


อนาคตจะเป็นอย่างไรกันนะ


แต่ในความเป็นจริง


เรายังคงยังอยู่ที่เก่า นั่งอยู่ที่เดิม


เพียงแต่มันคือความคิดต่างหากล่ะ ที่ล่องลอยไป


ล่องลอยไปไกล แล้ววกกลับมาที่เดิม


วนเวียนสู่ที่เดิม


….ไม่เคยมีสิ่งใดๆเกิดขึ้น



….อยากได้กำลังใจจากใครสักคน


เพียงคำพูดดีดีไม่กี่คำ ก็สามารถเปลี่ยนทุกอย่างได้


เพียงมืออุ่นๆใครสักคน มาเกาะกุมมือเราไว้


เพียงฝ่ามือที่วางบนไหล่เบาๆ


เพียงอ้อมกอดจากใครสักคนที่อบอุ่น


เพียงความรู้สึกดีดีจากใครสักคนที่มาแทรกซึมอยู่ในหัวใจ


นั่งอยู่ระเบียงหลังห้องแหงนมองท้องฟ้า


ดวงตะวันใกล้ลาลับขอบฟ้าเต็มที


แสงสีส้มเป็นริ้วรอนๆ บนฟากฟ้าที่แสนไกล


สายลมเย็นๆโชยพัดผ่าน พัดพาทุกๆสิ่ง


พัดพาทุกๆอย่างไปจากตัวฉัน


ฉันปล่อยให้ความรู้สึกถูกสายลมพัดพาผ่านไป ไปที่ใดสักที่หนึ่ง


ความเงียบเหงา..เกาะกุมหัวใจฉัน


ความว้าเหว่เข้าครอบงำจิตใจ


ความท้อแท้กำลังบั่นทอนหัวใจให้ไหวหม่น


บอกหัวใจตัวเองให้ก้าวไป


แล้วสักวันมันจะดีเอง



ผู้ประพันธ์ พอ

วันอาทิตย์ที่ ๖ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๕๒

สิ่งที่ไม่เคยบอก...


C:\Documents and Settings\Administrator\My Documents\My Pictures\ภาพประกอบ\สิ่งที่ไม่เคยบอก.....jpg



สิ่งที่ไม่เคยบอก



ความรู้สึกเริ่มต้นเมื่อสิบเก้าปีที่เขายังจำไม่ลืมเลือน


เด็กชายนพจะไปโรงเรียน


“แม่...ผมไม่อยากใส่กางเกงสีแดงเลย มันตลก มีแต่คนบอกว่าเหมือนตุ๊ด” เด็กชายนพบ่นกับผู้เป็นแม่


“เดี๋ยวปีหน้าลูกก็ได้ใส่สีน้ำเงินแล้วล่ะอขึ้น ป.4ก็จะได้ใส่สีกากี ตั้งใจเรียนนะนพ เชื่อฟังคุณครู จะได้ขึ้น ป.1 ไวๆ จะได้ไม่ต้องใส่สีแดง” ผู้เป็นแม่ให้เหตุผลกับลูกชาย


แล้วทำไม พวกเด็กอนุบาลเหมือนกันถึงได้ใส่สีน้ำเงินครับแม่?” เด็กน้อยยังคงสงสัย


“ก็เด็กพวกนั้นอยู่คนละห้องกันนี่จ๊ะ ลูกอยู่ห้อง ก.พวกนั้นอยู่ห้อง ข.ห้อง ก.เก่งกว่าห้อง ข.นะจำไว้ ตั้งใจเรียนละ ไปได้แล้ว เดี๋ยวพ่อลูกจะดินไปส่ง


“ครับ” เด็กชายนพรับคำ แต่ในใจเขาอยากอยู่ห้อง ข. มากกว่าเพราะจะได้ไม่ต้องใส่สีแดง


เวลาผ่านไปเด็กชายนพตั้งใจเล่าเรียนตามคำที่แม่พร่ำ เขาเรียนเก่งเรียนรู้เร็วและหัวไว จนอาจารย์ประจำชั้นให้ความสนใจเป็นพิเศษ เด็กชายนพเชื่อฟังครูบาอาจารย์ เขาไม่ดื้อ มีนิสัยเรียบร้อย หลังพักเที่ยงและรับประทานอาหารกลางวันเสร็จก็จะเป็นเวลานอนกลางวันของเด็กอนุบาล เมื่อตื่น สิ่งที่เขาชอบมากคือการวาดรูป จนกระทั่งคุณครูเห็นในแววความสามารถจึงส่งให้เขาเข้าประกวดระดับตำบล และได้รางวัลที่หนึ่งกลับมา



แล้ววันหนึ่งความรักเล็กๆ แต่ยิ่งใหญ่ทรงพลัก็มาสะกิดใจ


“เธอ...ช่วยเราถือไปส่งครูหน่อยสิ ที่ห้องพักครูน่ะ เราถือคนเดียวไม่หมด” เด็กหญิงชั้น ป.1ขอให้เด็กชายนพช่วย เมื่อเขาเดินผ่านมาตรงประตูห้อง ป.1ก.พอดี


เด็กชายนพยืนหันซ้ายหันขวา ไม่แน่ใจว่าเด็กหญิงน่ารักที่ใส่กระโปรงสีน้ำเงินผู้นี้พูกับใคร


“เธอ...เธอนั่นแหละ”


เด็กชายนพช่วยเด็กหญิงภาหอบสมุดกองโตเดินไปห้องพักครูซึ่งอยู่ที่อาคารสองไม่ไกลนัก ระหว่างทางเด็กชายนพเอาแต่จ้องหน้าด็กหญิง ป.1อย่างหลงใหลในใบหน้าหวานชื่นดวงตากลมโตและความน่ารักน่าชังของเธอ จนเธอต้องหันมาถามเขา


“เธอจ้องหน้าเราจังเลยนะ มีอะไรเปื้อนหน้าเราเหรอ?


เด็กชายนพมีท่าทีเคอะเขินนิดๆ แต่ไม่พูดตอบอะไร เอาแต่เดินก้มหน้าเก็บอาการ เพราะรู้สึกชอบเด็กหญิงผู้นี้เข้าแล้ว


“เธออยู่อนุบาล ห้องก.เหรอ?เด็กหญิงถามเขาพร้อมกับมองดูกางเกงที่เขาใส่ “กางเกงสีแดงเธอสวยดีนะ ปีที่แล้วเราก็อยู่อนุบาล ก.เหมือนกัน เราใส่กระโปรงสีแดง เหมือนเพื่อนๆ ผู้หญิงในห้องเธออ่ะแหละ” เธอพูดกับเขาพร้อมรอยยิ้มอิ่มใบหน้า


“กระโปรงสีน้ำเงินที่เธอใส่ตอนนี้ก็สวยดีเหมือนกัน...” เด็กชายนพคิด


อากัปกิริยาต่างๆ ของเธอยิ่งทำให้เด็กชายนพรู้สึกชื่นชอบเธอมากขึ้น แต่ด้วยความอายเขาก็ยังไม่กล้าพูดอะไรกับเธอ แล้วเธอก็ซักเขาต่อ


“เธอชื่ออะไรเหรอ?


“น...นพ เอ่อ เราชื่อนพ... เธอ...ล่ะ?